นิภาพร นงนุช ดาวดวงที่ 209 บนลานดาราหอภาพยนตร์

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เตรียมต้อนรับ นิภาพร นงนุช อดีตดาราหญิงที่ห่างหายจากวงการบันเทิงไปกว่า 40 ปี ผู้มีใบหน้าสวยหวานละม้ายกับนางเอกฮอลลีวูดชื่อดัง จนได้รับฉายาว่า “โอลิเวีย ฮัสซีย์ เมืองไทย” ในกิจกรรมลานดาราของหอภาพยนตร์ โดย นิภาพร นงนุช จะกลับมาปรากฏตัวพบแฟน ๆ อีกครั้ง เพื่อประทับรอยมือรอยเท้าเป็นดาวดวงที่ 209 ณ ลานดารา เคียงคู่มากับ ชนะ คราประยูร คนทำหนังผู้ปลุกปั้นและร่วมงานด้วยกันจำนวนมาก กิจกรรมจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ด้วยการฉายผลงานเรื่องเด่นของทั้งคู่เรื่อง ไร้เสน่หา (2522) ที่นิภาพรได้ประชันบทบาทอันเข้มข้นกับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง พิศมัย วิไลศักดิ์ ผู้ชนะรางวัลสุพรรณหงส์ในปีนั้น สำรองที่นั่งเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://www.fapot.or.th/main/cinema/view/4018

นอกจากนี้ตลอดเดือนกรกฎาคม หอภาพยนตร์ยังนำผลงานการแสดงของนิภาพรมาจัดฉาย ทั้งงานในยุคแรกที่เธอรับบทเด่น ตั้งแต่ วันเพ็ญ (2521) ที่นำฟิล์มมาสแกนภาพใหม่ ร่วมด้วย พ่อกระดิ่งทอง (2522) ดอกไม้ร่วงที่แม่ริม (2522) ตลกร้องไห้ (2522) ตลอดจนผลงานอื่น ๆ ที่เธอแสดงให้แก่ ชนะ คราประยูร ทั้ง วัยสวิง (2523) เงินปากผี (2524) แม้เลือกเกิดได้ (2525) วันนั้นคงมาถึง (2527) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรม “ชนะ คราประยูร: A Retrospective” ด้วย

นิภาพร นงนุช เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2504 ที่กรุงเทพมหานคร หลังเรียนจบชั้นมัธยม เธอร่วมประกวดและได้ตำแหน่งรองมิสคิงคองในปี 2520 ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง King Kong หรือ คิงคอง ’77 กำลังเข้าฉายในไทย ก่อนจะได้รับการชักชวนให้มาแสดงภาพยนตร์จาก ชนะ คราประยูร ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงในขณะนั้น มีผลงานเรื่องแรกคือ 15 หยก ๆ 16 ไม่หย่อน ออกฉายในเดือนมกราคม 2521

จากเรื่องแรกนิภาพรได้ปักหลักในวงการหนังไทยอย่างรวดเร็ว ในปีดังกล่าวเธอมีภาพยนตร์ออกฉายอย่างต่อเนื่องและได้ร่วมงานกับคนทำหนังที่หลากหลาย ทั้ง ดอกดิน กัญญามาลย์ ใน ไอ้ 8 นิ้ว สนาน คราประยูร (พ่อของ ชนะ คราประยูร) ใน เหนือกว่ารัก เสนอ คราประยูร (ลูกชายอีกคนของสนาน) ใน แตกหนุ่มแตกสาว ชุมพร เทพพิทักษ์ ใน นักสู้ภูธร ฯลฯ รวมถึง หม่อมเจ้าฐิติพันธุ์ ยุคล ผู้มอบบทนางเอกเต็มตัวเป็นครั้งแรกให้แก่เธอใน วันเพ็ญ

นับตั้งแต่นั้น นิภาพร นงนุช ก็มีภาพยนตร์ออกมาให้ชมอย่างต่อเนื่องหลายสิบเรื่อง เช่น ขยะสงคราม (2522) คลื่นเสน่หา (2523) ทหารเรือมาแล้ว (2524) เจ้าสาวของอานนท์ (2525) มายาพิศวาส (2526) ฯลฯ ก่อนจะตัดสินใจอำลาวงการไปในปี 2528 แม้จะมีช่วงเวลาการแสดงไม่ถึงสิบปี แต่ก็นับเป็นหนึ่งในดาวที่โดดเด่นแห่งทศวรรษ 2520 และอยู่ในความทรงจำของแฟนหนังไทย