สภากาชาดฯ ผนึก 22 องค์กร ลงนาม MOU ฉบับ 3 ดึง GISTDA ชูเทคโนโลยีอวกาศ-โดรน ยกระดับแอปฯ “พ้นภัย” ช่วยกลุ่มเปราะบาง

23 มิถุนายน 2569 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสภากาชาดไทยเดินหน้าผนึกกำลัง 22 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับที่ 3 ว่าด้วยการเชื่อมโยงและขยายผลการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลภัยพิบัติและระบบภูมิสารสนเทศ มุ่งยกระดับการบริหารจัดการและช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยไฮไลต์สำคัญคือการดึงเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนอัจฉริยะเข้ามาเสริมทัพเพื่ออัปเกรดแอปพลิเคชัน “พ้นภัย” มุ่งเป้าจัดส่งความช่วยเหลือถึงมือกลุ่มเปราะบางภายใน 1-3 วัน โดยงานจัดขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ

จากบทเรียนมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2554 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ซ้ำซ้อน ไม่เป็นปัจจุบัน และความสับสนในการกระจายความช่วยเหลือ นำมาสู่การริเริ่มโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางตั้งแต่ปี 2558 จนเกิดเป็นแอปพลิเคชัน “พ้นภัย” ในปัจจุบัน การลงนาม MOU ฉบับที่ 3 นี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระยะที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้าง “แหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียว” (Single Source of Truth) เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจและลงพื้นที่กู้ภัยได้อย่างแม่นยำ

ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) GISTDA ในฐานะหน่วยงานหลักด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ ได้นำจุดแข็งด้านระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) เข้ามาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลทะเบียนกลางอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้การสนับสนุนข้อมูลพิกัด ละติจูด ลองจิจูด และภาพถ่ายดาวเทียมขั้นสูง นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการพัฒนาระบบให้บริการภาพถ่ายสถานการณ์ภัยพิบัติจากอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสำรวจและประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหรือภัยแล้งได้แบบเรียลไทม์

รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ คือการพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่มผู้เปราะบาง” ซึ่งหมายรวมถึงผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยได้นำร่องดึงเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามาเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการคัดกรองข้อมูล เยี่ยมบ้าน และปักหมุดตำแหน่งลงในระบบ ทั้งนี้ ผู้เปราะบางสามารถระบุความต้องการสิ่งของจำเป็นผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรง ก่อนที่ระบบจะประมวลผลจัดส่ง “ชุดธารน้ำใจ” ไปยังโรงพยาบาลอำเภอ เพื่อกระจายต่อให้ถึงมือผู้ประสบภัยภายใน 1-3 วัน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาการบริจาคของที่ไม่ตรงความต้องการได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ระบบได้รับการอัปเกรดด้วยเทคโนโลยี Container เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณผู้ใช้งานมหาศาลจากทั่วประเทศได้พร้อมกันอย่างเสถียร รวมทั้งเพิ่มเครื่องมือ Low Bandwidth สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ให้ยังคงสามารถตรวจสอบและติดตามการขนส่งทรัพยากรบรรเทาทุกข์ได้ แม้ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ทุรกันดารหรือจุดที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดก็ตาม

ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทั้ง 22 หน่วยงานซึ่งประกอบด้วย สภากาชาดไทย, GISTDA, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กรมที่ดิน, กรมโยธาธิการและผังเมือง, สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, การไฟฟ้านครหลวง , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย, กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ประสบภัย โดยวางมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือการนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ การเดินหน้าขับเคลื่อนตามวัตถุประสงค์หลักทั้ง 9 ประการภายใต้ MOU ฉบับนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบสรุปรายงาน (Dashboard) ทำงานประสานกันเป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ แต่ยังนับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านระบบการรับมือภัยพิบัติสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้ในยามวิกฤตที่สุด รองผู้อำนวยการ GISTDA