นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญในระดับโลก สู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาว่าการจังหวัดฟุกุอิ จังหวัดฟุกุอิ ประเทศญี่ปุ่น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และคณะผู้บริหาร ทส. เข้าพบหารือร่วมกับนาย Takato Ishida ผู้ว่าราชการจังหวัดฟุกุอิ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น
การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา การบริหารจัดการและสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา โดยนำต้นแบบความสำเร็จของจังหวัดฟุกุอิ ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบและขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งมีระบบบริหารจัดการแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาของประเทศไทย
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณี จะนำแนวทางการบริหารจัดการของจังหวัดฟุกุอิ มาปรับใช้ในการพัฒนาแหล่งซากดึกดำบรรพ์และแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นด้านการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองรอง เป็นจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก โดยใช้ “ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์” เป็นไฮไลท์สำคัญในการสร้างเสริมอัตลักษณ์การเรียนรู้ และประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ
การหารือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกำหนดแนวทางเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา และการศึกษาวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยา โดยเฉพาะด้านไดโนเสาร์ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา การสร้างเศรษฐกิจฐานทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาชุมชนของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป





