สช. พร้อมหน่วยงานภาคี และ 3 อบจ.พื้นที่นำร่อง “ลำปาง-ลำพูน-กระบี่” ร่วมจัดเวทีสรุปบทเรียน โครงการ Telehealth เฟสสอง พบผลลัพธ์ช่วยผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น ลดเวลา-ค่าใช้จ่ายการเดินทาง ลดภาระงานเจ้าหน้าที่ เสนอรัฐพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ ด้านที่ปรึกษารองนายกฯ ร่วมตอกย้ำความสำคัญ เตรียมนำข้อเสนอ-เสียงสะท้อน ส่งต่อรัฐบาลเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่อไป
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พร้อมภาคีเครือข่าย จัดเวทีสาธารณะระดับชาติ “ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ : เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้าน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้น “โครงการการต่อยอดจากระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) สู่ระบบบริการสุขภาพทางไกลบูรณาการ (Telehealth) และศูนย์นวัตกรรมการจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิต้นแบบ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ลำพูน และกระบี่” หรือโครงการวิจัยเฟส 2 ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมี ดร.ทพญ.จิดาภา สุนทรธนากุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นประธานภายในพิธี
สำหรับโครงการวิจัยดังกล่าว เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการวิจัยเฟส 1 ที่ได้ดำเนินการใน จ.ลำปาง เมื่อปี 2567-2568 ซึ่งโครงการเฟส 2 นี้ สช. ได้ขยายพื้นที่การวิจัยเพิ่ม โดยร่วมกับ อบจ. 3 จังหวัด ในการพัฒนาระบบ Telehealth เพื่อใช้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 60 แห่ง ตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งขยายบริการจาก Telemedicine ที่มุ่งเน้นการรักษา ไปสู่บริการใหม่อีก 3 บริการ ได้แก่ พยาบาลทางไกล (Tele-nursing) เภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) และฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล (Telerehabilitation)
นอกจากนี้ โครงการวิจัยยังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Telehealth ที่ชื่อว่า “iHealthCare” ที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ลดภาระงานของบุคลากร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ และช่วยให้บุคลากรมีศักยภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นขึ้นจาก 56% เป็น 68%

ดร.ทพญ.จิดาภา กล่าวในการปาฐกถา “จากงานวิจัยสู่นโยบาย : การลงทุนด้านสุขภาพดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเท่าเทียม” ตอนหนึ่งระบุว่า เป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพอย่างที่ควรจะเป็น และเป็นความเหลื่อมล้ำที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีเองก็มีความเชื่อมั่นว่าการกระจายอำนาจ อย่างการถ่ายโอน รพ.สต. มาสู่ อบจ. ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน ถือเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพได้อย่างยั่งยืน
“นั่นเพราะไม่มีใครรู้ดีเท่ากับท้องถิ่น แต่การที่จะกระจายอำนาจให้ได้สัมฤทธิ์ผล ก็ต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม หนึ่งในนั้นคือการใช้เทคโนโลยีและการลงทุนด้านสุขภาพดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งต้องขอชื่นชมบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่นำร่องของโครงการนี้ ที่ได้ร่วมกันเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาวิจัยต่างๆ ของการใช้ระบบ Telehealth ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ก.ถ. และประธาน คสช. ก็จะได้นำข้อสรุป บทเรียน รวมถึงเสียงสะท้อนต่างๆ ของโครงการนี้ไปนำเสนอต่อที่ประชุม คสช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการให้บริการสุขภาพต่อไป” ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึงผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้นว่า เนื่องจากระบบ Telehealth ของโครงการนี้พัฒนาขึ้นในรูปแบบ Web-based ไม่ผูกติดกับเครื่องมือใดเป็นหลัก จึงสามารถใช้งานได้โดยไม่มีขอบเขตข้อจำกัด ซึ่งนับแต่จุดเริ่มต้นโครงการจนเดินหน้าเข้ามาสู่ระยะที่ 2 ขณะนี้ระบบ iHealthCare ได้พัฒนาขึ้นมาถึงเวอร์ชัน 2.0 โดยหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูล ไม่เฉพาะเรื่องของสุขภาพ โรคภัย หรือการเจ็บป่วยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ หรือ Determinants of health ทั้งหมด เข้ามารวมอยู่ในแดชบอร์ดกลาง ที่ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนการทำงานได้
นพ.ปรีดา กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมามีข้อค้นพบ ทั้งปัญหา อุปสรรค ตลอดจนผลสำเร็จ และข้อเสนอที่สรุปออกมา ได้แก่ 1. Telehealth คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ และเป็นสิ่งที่ประเทศต้องลงทุน 2. การเปลี่ยนผ่านบทบาท อบจ. หลังการถ่ายโอน จากผู้บริหารหน่วยบริการที่กำกับดูแล รพ.สต. รายแห่ง ในอนาคตจะต้องเป็นผู้จัดการระบบสุขภาพระดับพื้นที่ สามารถวิเคราะห์ วางแผน สร้างเครือข่าย ฯลฯ 3. ข้อมูลคือหัวใจของการบริหารจัดการเชิงรุก เปลี่ยนจากเดิมที่ให้บริการรักษาแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก 4.เทคโนโลยีเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง แต่ภาวะผู้นำระดับพื้นที่คือตัวกำหนดความสำเร็จ แพลตฟอร์มดิจิทัลจะยั่งยืนต่อเมื่อบูรณาการ คน ระบบ ข้อมูล ความร่วมมือ 5. แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นสมบัติสาธารณะ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการนำไปใช้ แต่อาจมีต้นทุนอื่นๆ เช่น การปรับระบบการทำงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ฯลฯ 6. เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดระยะทาง แต่ อสม. คือโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จะเป็นผู้เชื่อมต่อ ความท้าทายจึงอยู่ที่สมรรถนะดิจิทัล (Digital Literacy) 7. เงื่อนไขสำคัญของการขยายผลระดับประเทศ จำเป็นต้องมีมาตรฐานข้อมูลกลาง หากข้อมูลสุขภาพยังแยกส่วนกัน การดูแลต่อเนื่องก็จะไร้ผล
“ไม่ว่าเราจะมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือการทำงานที่ดีเพียงใด แต่หากขาดเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนจากผู้บริหาร ย่อมไม่สามารถเกิดการนำไปขับเคลื่อนหรือใช้งานอย่างจริงจังได้ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่นโยบายและเจตจำนงทางการเมือง ที่จะช่วยเข้าไปแก้และสามารถทะลุทะลวงปัญหาได้ ภายใต้การเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง” นพ.ปรีดา กล่าว

ขณะที่ นพ.ไชยนันท์ ทยาวิวัฒน์ รองนายก อบจ.ลำปาง กล่าวว่า สำหรับ อบจ.ลำปาง ได้มีการวางแผนพัฒนาระบบบริการทางไกลไว้เป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะแรกคือการพัฒนาระบบ Telemedicine ที่มองไว้ว่าต้องไม่ใช่ระบบแบบเดิมๆ ที่เป็นการพูดคุยปรึกษาอย่างเดียว แต่ที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาคือระบบฐานข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data ที่จะเชื่อมโยงไปสู่มิติอื่นๆระยะที่สองคือการพัฒนาสู่ Telehealth ซึ่งทาง อบจ. ได้มีการวางไว้ 5 โมดูล คือ Tele-nursing, Tele-pharmacy, Tele-rehabilitationและอีก 2 ส่วนที่กำลังพัฒนาต่อคือ Tele-vaccination ระบบติดตามการฉีดวัคซีน กับ Tele-coaching ที่จะช่วยให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่เป็นโรค NCDs
“ส่วนระยะที่สาม อบจ. มีความตั้งใจที่จะยกระดับให้เกิดเป็นระบบ Tele-wellbeing ที่ไม่ได้มีเฉพาะข้อมูลสุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างเช่นฐานข้อมูลคนจนที่ทาง อบจ. ได้พัฒนาร่วมกับ บพท. ไปแล้ว นำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้ทาง อบจ. ได้ทราบทั้งข้อมูลสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐฐานะ ฯลฯ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็น มากกว่าเดิมที่เข้าไปแก้ในภาพรวม” นพ.ไชยนันท์ กล่าว

นายสุธีรพันธ์ สุขวุฒิชัย รองนายก อบจ.ลำพูน กล่าวว่า จากประสบการณ์การถ่ายโอน รพ.สต. ของ อบจ.ลำพูน ปัจจุบันได้มีการถ่ายโอนมาแล้วครบทั้ง 71 แห่งในจังหวัด โดยหนึ่งในปัญหาอุปสรรคหลักๆ ที่พบคล้ายกันกับที่อื่นๆ นั่นคือการถ่ายโอนทรัพย์สิน ที่ดิน ฯลฯ ที่ยังติดขัดและใช้ระยะเวลานาน ทำให้ อบจ. ไม่สามารถเดินหน้าปรับปรุงพัฒนา รพ.สต. ได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงจำนวนบุคลากรที่มีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม อบจ.ลำพูน ได้ตัดสินใจลงทุนเพื่อให้ รพ.สต. มีความพร้อมให้บริการประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบอุดหนุนเข้ามาจ้างบุคลากรวิชาชีพเพิ่มกว่า 100 ตำแหน่ง รวมไปถึงการแก้ปัญหาถ่ายโอนทรัพย์สิน ที่คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถถ่ายโอนมาได้เกือบ 100% เช่นเดียวกับการพัฒนาระบบ Telehealth ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับบริการของ รพ.สต. ใน จ.ลำพูน ให้มีคุณภาพมากขึ้นต่อไป

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวว่า ในส่วนของ อบจ.เชียงราย ได้ดำเนินนโยบายโฮงยาใกล้บ้าน เพื่อลดการเดินทางของประชาชน ลดความแออัดในโรงพยาบาล และลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการ ด้วยการจัดบริการแพทย์ทางไกลใน 5 ระบบ โดยใช้ระบบทำงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.)โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ ซึ่งนับตั้งแต่เปิดให้บริการจากเดือน ต.ค. 2568 มาถึงเดือน เม.ย. 2569 มีผู้เข้ามาใช้บริการแล้วกว่า 2.9 หมื่นราย และข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าไปยังฐานข้อมูลกลางของ สสจ. โดยจากการประเมินผู้ป่วยพบว่า 90% มีความพึงพอใจต่อการดูแลรักษาผ่านระบบแพทย์ทางไกล

ด้าน ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการ คสช. กล่าวว่าบทบาทของ สช. มีภารกิจสานพลังทุกภาคส่วนในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ผ่านกลไก คสช. และเครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญของงานในวันนี้ นอกจากเป็นการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้นของโครงการแล้ว จึงยังเป็นการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคีทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนโยบาย ท้องถิ่น หน่วยบริการ นักวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อที่จะสังเคราะห์ข้อค้นพบและความคิดเห็นเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลการดูแลกลุ่มเปราะบางโดยท้องถิ่นไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่เป็นธรรมให้คนไทยทุกคน เข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพอย่างไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังต่อไป
ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น มุมมอง และข้อเสนอแนะจากภาคีทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ก่อนสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย สำหรับการขยายผลการดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยท้องถิ่นในพื้นที่อื่นต่อไป
อนึ่ง ภายในงาน ดร.ทพญ.จิดาภา ประธานในพิธีได้ทำการมอบโล่รางวัลให้กับ อบจ. ต้นแบบนำร่องโครงการวิจัย แก่ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่, น.ส.ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายก อบจ.ลำปาง และ นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน รวมถึงมอบรางวัล รพ.สต. นำร่องโครงการวิจัยดีเด่น แก่ รพ.สต.บ้านใหม่พัฒนา จ.ลำปาง, รพ.สต.บ้านห้วยหก จ.ลำปาง, รพ.สต.บ้านนาตีน จ.กระบี่ และ รพ.สต.บ้านห้วยไซ จ.ลำพูน และรางวัล อสม. ต้นแบบ แก่ นางรจนา เนื้ออ่อน อสม. ในพื้นที่ รพ.สต.บ้านแหลมสัก จ.กระบี่, นายพิพัฒน์ ขวัญธนธีรวุฒิ อสม. ในพื้นที่ รพ.สต. บ้านใหม่พัฒนา จ.ลำปาง และ นางนงลักษณ์ ใจมุข อสม. ในพื้นที่ รพ.สต.บ้านห้วยไซ จ.ลำพูน



