ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำที่รุนแรงขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำหลากฉับพลันภายในปีเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังขาดระบบข้อมูลและเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจด้านน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า หนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ “ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก” จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 758,395 ไร่ โดยพื้นที่กว่า 144,718 ไร่ หรือร้อยละ 19 อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ขณะที่อีกกว่าร้อยละ 13 เผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมระดับปานกลางถึงสูง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญทั้งภาวะขาดน้ำในฤดูแล้ง และน้ำหลากฉับพลันในฤดูฝน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ ปัญหาน้ำในพื้นที่จึงไม่ได้กระทบเพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่เชื่อมโยงถึงรายได้ ต้นทุนการผลิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 75,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ท่ามกลางต้นทุนด้านปุ๋ย พลังงาน และการจัดการน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการ “การวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืนกรณีศึกษาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก” เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” สู่ “การตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง” ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรและประชาชน

ผลจากการดำเนินโครงการพบว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่คลองสวนหมาก 14 ตำบล 4 อำเภอ และพื้นที่คลองขลุง 18 ตำบล 6 อำเภอ รวมเป็น 32 ตำบล สามารถใช้ข้อมูลพยากรณ์และคำแนะนำด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อวางแผนเพาะปลูกได้แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและลดความเสียหายจากนํ้าท่วมได้ไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้เฉลี่ยของเกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 15
นอกจากนี้ จากการทดสอบในแปลงเกษตรต้นแบบจํานวน 18 แปลง ยังพบว่า ระบบให้นํ้าอัตโนมัติสามารถควบคุมการให้นํ้าได้อย่างแม่นยํา 100% ลดต้นทุนแรงงานเฉลี่ย 21,296 บาทต่อปี และช่วยให้พืชได้รับนํ้าอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “มันหวานญี่ปุ่น” ที่ใช้พื้นที่เพียง 0.98 ไร่ สามารถสร้างกําไรสุทธิได้กว่า 100,000 บาทต่อไร่ รองลงมา ได้แก่ กล้วยหอมทอง มะม่วง ลำไย มะยงชิด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และลองกอง ตามลำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยรวมของผัก-ไม้ผลเท่ากับ 42,014 บาท/ไร่ ขณะที่พืชไร่ ได้แก่ มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีรายได้สุทธิระหว่าง 2,619 และ 4,272 บาท/ไร่ แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงเท่าพืชมูลค่าสูง แต่สามารถลดต้นทุนด้านนํ้าและแรงงานได้อย่างมีนัยสําคัญ

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ดอนเจดีย์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า ทางโครงการได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องจาก ARDA โดยจุดเริ่มต้นของงานวิจัยในปีแรก ไม่ได้เริ่มจาก “เทคโนโลยี” แต่เริ่มจากการลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจปัญหาจริงของชุมชน ทั้งต้นทุนน้ำ ความต้องการใช้น้ำ พฤติกรรมการไหลของน้ำ และสภาพภูมิสังคมของลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งต้องเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในฤดูฝนและภัยแล้งในฤดูแล้ง เนื่องจากขาดระบบหน่วงน้ำและกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงปัญหาตะกอนสะสมในอ่างเก็บน้ำที่กระทบต่อศักยภาพการกักเก็บน้ำของพื้นที่ สิ่งที่ทีมวิจัยพบอย่างชัดเจน คือ เกษตรกรขาดข้อมูลสำหรับใช้ตัดสินใจ บางปีฝนมาช้า บางปีน้ำมาเร็ว ทำให้สูญเสียทั้งผลผลิต เวลา และต้นทุน
ทีมวิจัยจึงนำข้อมูลจากปีแรกมาต่อยอดสู่การพัฒนา “iWASAM Ecosystem” ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยี 3 ระบบหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ iWASAM ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ที่ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์ภาคสนาม เรดาร์ตรวจอากาศ ดาวเทียม และข้อมูลพยากรณ์อากาศ มาวิเคราะห์ร่วมกันด้วย AI เพื่อคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแจ้งเตือนภัยและภาพจาก CCTV ในพื้นที่ iFarm ระบบเกษตรแม่นยำที่ช่วยคำนวณความต้องการใช้น้ำของพืช ควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ และติดตามปริมาณน้ำรวมถึงพลังงานที่ใช้จริง iTambon แพลตฟอร์มข้อมูลระดับตำบล ที่เปิดโอกาสให้ชุมชน อปท. เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำบนฐานข้อมูลจริง นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมโยงข้อมูลกับงานวิจัยด้านการพยากรณ์ฝนด้วยเรดาร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และงานวิจัยด้านการคาดการณ์วันเริ่มปลูกพืชที่เหมาะสมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ทุกระบบทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบผ่านแพลตฟอร์ม iWASAM Ecosystem : https://iwasam.com
ด้านคุณเกษม สีขำ เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ เล่าย้อนถึงชีวิตการทำเกษตรตลอดกว่า 12 ปีที่ผ่านมาว่า การปลูกข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ประมาณ 40–50 ไร่ ในอดีตสำหรับผมเปรียบเหมือนการเสี่ยงดวงกับฟ้า เพราะผมใช้แต่ประสบการณ์เผชิญหน้ากับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมที่คาดเดาไม่ได้ บางปีแล้งหนักจนไม่มีน้ำเพาะปลูก แต่บางช่วงกลับเกิดน้ำหลากฉับพลันจนพื้นที่ลุ่มต่ำถูกน้ำท่วม ผลผลิตเสียหายเกือบทั้งหมด แม้จะมีรายได้จากการปลูกข้าวและข้าวโพดประมาณปีละ 200,000 บาท แต่เมื่อหักค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ค่าแรง และต้นทุนการผลิตต่าง ๆ แล้ว แทบไม่เหลือกำไร หลังเข้าร่วมโครงการวิจัยฯ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือชุมชนมีระบบติดตามสถานการณ์น้ำ ระบบพยากรณ์อากาศ และข้อมูลเรดาร์ที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ฟรี ทำให้วางแผนการเพาะปลูกได้แม่นยำขึ้น รู้ล่วงหน้าว่าช่วงไหนควรปลูกควรให้น้ำ หรือควรหลีกเลี่ยงการฉีดสารเคมีในช่วงฝนตก ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันผลผลิตทั้งข้าวและข้าวโพด มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น สำหรับผมงานวิจัยวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็น “เครื่องมือสำคัญในการอยู่รอด” สมัยก่อนเราคิดว่างานวิจัยเป็นเรื่องของนักวิจัยแต่วันนี้เราเห็นแล้วว่า ถ้ามีข้อมูลที่ดี เกษตรกรก็จะสามารถอยู่รอดท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นทุกปี
“โจทย์สำคัญของโครงการวิจัยนี้ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือการบูรณาการงานวิจัยเพื่อสร้างระบบจัดการน้ำในพื้นที่ที่เกษตรกรสามารถใช้ได้จริง และชุมชนสามารถบริหารจัดการต่อได้ด้วยตนเอง ปัจจุบัน ARDA ได้ดำเนินการโครงการนี้ในพื้นที่คลองสวนหมาก และพื้นที่คลองขลุง โดยในอนาคตมีแผนต่อยอดและขยายผลโมเดล iWASAM ไปยังลุ่มน้ำอื่นทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ รองรับความเสี่ยงจาก Climate Change และผลักดันประเทศไทยสู่เกษตรอัจฉริยะอย่างยั่งยืน
ในอนาคต” ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล กล่าวปิดท้าย
















