พาณิชย์ดัน “ข้าวประณีตไทย” สู่สินค้ามูลค่าสูง คัด 200 กลุ่มศักยภาพทั่วประเทศ ปั้นรายได้เกษตรกรยั่งยืน

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ “ข้าวไทย” จากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ผ่าน “โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569” หรือ “โครงการข้าวประณีต” ล่าสุดคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ที่มีศักยภาพสูงทั่วประเทศ จำนวน 200 กลุ่ม จากผู้สมัคร 468 กลุ่ม ครอบคลุม 64 จังหวัด เตรียมสนับสนุนงบพัฒนากลุ่มละไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งด้านการผลิต แปรรูป มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ การเชื่อมโยงตลาด และการนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบตลาดใหม่ให้กับข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีเรื่องราว และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งโครงการข้าวประณีตถือเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและพัฒนากลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ ให้สามารถยกระดับสินค้า สร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 468 กลุ่ม กรมการค้าภายในร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดข้าว พิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพเข้าสู่โครงการระยะแรก จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มศักยภาพดีเยี่ยม (Tier 1) จำนวน 42 กลุ่ม กลุ่มศักยภาพดีมาก (Tier 2) จำนวน 93 กลุ่ม และกลุ่มศักยภาพดี (Tier 3) จำนวน 65 กลุ่ม เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละกลุ่ม

นายวิทยากร กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทั้ง 200 กลุ่ม จะเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดัน “ข้าวประณีตไทย” เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยกระทรวงพาณิชย์จะชูจุดเด่นด้านรสชาติ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเรื่องราวของข้าวแต่ละชนิด เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง

สำหรับการสนับสนุน กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเสนอแผนขอรับเงินสนับสนุนได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อกลุ่ม ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการผลิตและแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว เช่น สนับสนุนเครื่องสีข้าว เครื่องคัดแยกสีเมล็ดข้าว เครื่องอบลดความชื้น และอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวสารให้ได้มาตรฐานพรีเมียม ด้านการบรรจุและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องบรรจุสุญญากาศ การออกแบบฉลาก และการสร้างแบรนด์ชุมชน ด้านมาตรฐานและการรับรอง เช่น GMP, HACCP และ Organic Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด รวมถึงด้านการตลาดและการเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย อาทิ การนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนอุปกรณ์จัดแสดงสินค้า และการขยายตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการจะเน้นความโปร่งใส โดยมี “คณะกรรมการระดับจังหวัด” ที่ประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานภาคเกษตรในพื้นที่ ร่วมกลั่นกรองและอนุมัติแผนงาน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้สมัครอีก 266 กลุ่ม ที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบนี้ กรมการค้าภายในเตรียมจัดอบรมให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และช่วยเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นกลุ่มข้าวประณีตในรุ่นต่อไป

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่กรมการค้าภายในผลักดันควบคู่กัน คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน “รูปพนมมือ” บนข้าวหอมมะลิบรรจุถุง เพื่อยืนยันว่าเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์แท้และได้มาตรฐาน โดยกรมฯ มีนโยบายสนับสนุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ DNA หรือเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมให้แก่ผู้ประกอบการและโรงสีข้าวที่ได้รับการรับรองให้ใช้เครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานมากขึ้น ทั้งนี้ การตรวจสอบจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา เช่น บริการตรวจดีเอ็นเอ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้การรับรองเป็นไปอย่างโปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อจะช่วยป้องกันการปลอมปนข้าว และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยในท้องตลาด

“โครงการนี้สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมไทยจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การสร้างสินค้ามูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ความประณีต และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย