สารพิษทะลักชุมชนริม ‘แม่น้ำกก’ ปชช.จี้รัฐเยียวยา-จัดหาแหล่งน้ำใหม่ ดันวิกฤตข้ามแดนเป็น ‘วาระแห่งชาติ’

สช.-ภาคีเครือข่าย ร่วมตั้งวงถกปัญหา “แม่น้ำกก” สะท้อนปัญหาสารพิษสะสมเป็นผลกระทบระยะยาว จี้รัฐยกระดับให้มลพิษข้ามพรมแดนเป็น “วาระแห่งชาติ” สู่การแก้ไขปัญหาถึงต้นเหตุ-เปิดการเจรจาระหว่างประเทศ ชี้ระยะสั้นต้องแก้ไข-เยียวยาความเดือดร้อนประชาชน เสนอดึงแหล่งน้ำสะอาดในพื้นที่ ต.แม่ยาว มาหล่อเลี้ยงให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค ลดต้นทุนผลกระทบทางเศรษฐกิจ-สุขภาพ

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นำพาคณะสื่อมวลชนรวม 15 ชีวิต เดินทางร่วมกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) ใน อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อสำรวจถึงสถานการณ์ปัญหากรณีสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งการใช้เครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในการลดผลกระทบเชิงลบ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยช่วงหนึ่งได้มีกิจกรรมล้อมวงคุย “ฉากทัศน์ชีวิตการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี กรณีแม่น้ำ กก สาย รวก โขง ปนเปื้อน”

นายทรงพล ตุละทา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคเหนือ สช. เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 ที่เกิดสถานการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ขณะนั้นพบว่ามีปัญหาในเรื่องของข้อมูลและผลกระทบที่ถูกสื่อสารนำเสนอออกมาอย่างกระจัดกระจาย แยกส่วนแต่ละหน่วยงาน ทาง สช. จึงได้ร่วมมือกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และภาคีเครือข่ายประเมินผลกระทบด้านสุขภาพภาคเหนือตอนบน เป็นตัวกลางในการประมวลผลและรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะเพิ่มพลังการขับเคลื่อนจากภาคส่วนต่างๆ ผ่านเครื่องมือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน (Rapid HIA) โดยทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 424 คนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ครอบคลุมประเด็นการรับรู้ พฤติกรรม สถานการณ์มลพิษ ตลอดจนผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

นายทรงพล กล่าวว่า การศึกษาพบว่ากลุ่มประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกร มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท โดยพบว่าจำนวนถึง 91% รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของแม่น้ำ ขณะที่ประมาณ 70% ต้องปรับพฤติกรรมการใช้น้ำ ไม่ว่าต้ม กรอง หรือไปซื้อน้ำดื่ม รวมถึงงดทำกิจกรรมในแม่น้ำ ทำให้กระทบต่อถึงด้านเศรษฐกิจ ที่พบว่ามีครัวเรือนถึง 63% มีรายได้ลดลงโดยเฉลี่ยเดือนละ 1,200-1,300 บาทต่อเดือน อันเนื่องจากการท่องเที่ยวและอาชีพริมน้ำไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แต่กลับต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 2,600 บาท ในการเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค ไม่นับรวมต้นทุนด้านระยะเวลา

“อีกอย่างที่พบคือกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่เคยมีใครได้รับการตรวจสุขภาพเลย ทั้งที่ข้อมูลการตรวจสารพิษโลหะหนักจะพบเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด หลังประมวลข้อมูลร่วมกันในพื้นที่แล้ว เราจึงเกิดข้อเสนอ 6 ประเด็นใหญ่ที่ต้องการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน คือ 1. ยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้เป็นวาระแห่งชาติ 2. มุ่งแก้ที่ต้นกำเนิดผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ 3. สร้างระบบเฝ้าระวังที่รวมผลด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน 4. ลดความเสี่ยง หาน้ำทดแทนให้ประชาชน 5. มีกลไกเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 6. พัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงอย่างโปร่งใส” นายทรงพล กล่าว

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ตอนนี้คนเชียงใหม่และเชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสารโลหะหนักที่สะสมเข้าร่างกายทุกวัน ผ่านการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน แม้ทุกครั้งที่หน่วยงานมีการรายงานผลตรวจสาร  มักใช้คำว่าไม่เกินเกณฑ์ปลอดภัยในการบริโภค แต่การรับประทานของปนเปื้อนเข้าไปก็เปรียบเหมือนกับการสูบบุหรี่ ที่สะสมสารพิษเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวัน

ดร.สืบสกุล กล่าวว่า ตลอดเวลาที่เกิดปัญหาที่ผ่านมา พบว่าแม้ภาครัฐจะมีกลไกเฝ้าระวังและตรวจสอบสารพิษในห่วงโซ่อาหาร แต่กลับมีความอ่อนแอ เช่น ปกติการประปาฯ จะส่งน้ำดิบไปตรวจคุณภาพที่แล็บในกรุงเทพฯ ทว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาไม่ได้ส่งไป เพราะมีปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายใน ทำให้จากมาตรฐานเดิมที่ตรวจได้ 7 ชนิด ต้องเปลี่ยนมาใช้ชุดตรวจ Test Kit ที่ตรวจได้เพียง 3 ชนิด หรือการทำงานวิชาการของหน่วยงานที่ตรวจสอบพบสารพิษ ไม่ว่าจะมีการพบในตะกอนดิน พืช สัตว์ ฯลฯ แล้วกลับไม่สามารถให้คำตอบถึงแหล่งที่มาได้

“เมื่อระบบตรวจสอบเราอ่อนแอ ไม่สามารถฟันธงได้ว่ามาจากเหมืองแร่ เราก็จะไม่มีข้อมูลไปคุยกับประเทศเจ้าของเหมือง ดังนั้นจึงอยากเสนอให้รัฐจัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักแบบครบวงจรที่ จ.เชียงราย เพราะที่ผ่านมาเวลาตรวจต้องส่งไปกรุงเทพฯ กว่าจะรู้ผลใช้เวลา 30 วัน อย่างผักแปลงหนึ่งกว่าจะรู้ผลส่งกลับมาก็อาจตัดขายไปแล้ว และที่สำคัญเราต้องการรักษาสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการสมัชชาสุขภาพ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ วิชาการ ท้องถิ่น ประชาชน ฯลฯ และเป็นกลไกในการนำข้อมูลจากพื้นที่ขึ้นไปสู่การตัดสินใจในเชิงนโยบาย” ดร.สืบสกุล กล่าว

นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว กล่าวว่า แม่น้ำกกจากเดิมในอดีตคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนในตำบลซึ่งมีวิถีอยู่กับสายน้ำ แต่มาถึงวันนี้กลับกลายเป็นมัจจุราชเงียบที่ส่งผลกระทบคืบคลานมาในรูปของสารพิษ ซึ่งอาจไม่ได้คร่าชีวิตคนในคราวเดียว แต่จะส่งผลในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ดังนั้นคนในพื้นที่จะมีอยู่สองทางเลือก คือนิ่งเฉยปล่อยให้เป็นไป กับลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกับภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันฟื้นคืนเพื่อให้สายน้ำแห่งนี้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม

นายปรัตถกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรอการแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐ หรือการผลักดันกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกกว่า 5-10 ปีข้างหน้า ในระหว่างนี้อยากขอรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของคนในตำบล เพราะในพื้นที่ยังมีแหล่งต้นน้ำอีกสองสายที่สะอาดบริสุทธิ์คือ ห้วยแม่ซ้าย และ สองแควพัฒนา เป็นแหล่งทางเลือกที่สามารถนำมาช่วยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนในตำบล         ในระหว่างที่รอการแก้ไขสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า แม่น้ำกก ถือเป็นลุ่มน้ำระหว่างประเทศที่ทรงคุณค่า ทั้งในเชิงนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตวัฒนธรรม ตั้งแต่ส่วนต้นน้ำที่เมืองกก ในรัฐฉาน ผสานกับลำน้ำหลายสาขาที่ไหลมาเติม ก่อนเข้ามาถึงประเทศไทยที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กลายเป็นระบบนิเวศลำน้ำที่มีความพิเศษและอุดมสมบูรณ์ แล้วยังเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายอีกไม่ต่ำกว่า 30 กลุ่ม แต่ปัจจุบันแม่น้ำตลอดทั้งสาย ตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย กลับถูกแปรเปลี่ยนสภาพไปเกือบทั้งหมด จากการทำเหมืองแร่กว่า 20 แห่ง

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ที่มาพร้อมดินโคลนจำนวนมาก แล้วหลังจากนั้นแม่น้ำกกก็ไม่เคยกลับมาใสอีกเลย ต่อมาในปี 2568 มีการพบปลาจำนวนหนึ่งเกิดแผลเป็นตุ่มเต็มตัว จึงมีการเดินหน้าเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลาไปตรวจสอบ พบว่ามีสารหนูและปรอทสะสม โดยเฉพาะปลาในส่วนท้ายน้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังลุกลามขยายไปยังพื้นที่ส่วนอื่นของแม่น้ำโขงด้วย

ด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย กล่าวว่า ส่วนตัวได้มีความพยายามในการผลักดันประเด็นปัญหานี้ นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักในปี 2568 แต่จากสภาพการเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วถึง 4 ชุด ซึ่งใน 3 ชุดที่ตนได้มีโอกาสอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาล ชัดเจนว่าไม่มีนโยบายเกี่ยวกับมลพิษข้ามพรมแดนแต่อย่างใด ทั้งที่ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ จึงมองว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

“ในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัดอาจมีการผลักดันไปมาก แต่เรายังขาดความต่อเนื่องในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้หากรัฐบาลแสดงความจริงใจ และนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง แต่พอไม่ใช่วาระแห่งชาติหรือเรื่องที่มีในงบประมาณประจำปี ปัญหาเหล่านี้ก็จะขาดความต่อเนื่อง คิดว่าอย่างน้อยในเบื้องต้นควรมีการเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบก่อน ไม่ว่าเรื่องน้ำสะอาดหรือการสูญเสียรายได้ ส่วนระยะยาวต้องพยายามผลักดันให้มีการทูตเชิงรุก มีกรอบการเจรจาที่ชัดเจน และต้องดึงผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลประโยชน์จากเหมืองแร่เหล่านี้มาร่วมเจรจาด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะแก้ปัญหาได้ไม่จบ เพราะเรื่องของแร่หายากถือเป็นที่ต้องการระดับโลก จึงต้องยกปัญหาขึ้นไปสู่เวทีระดับนานาชาติ ให้เกิดความตระหนักถึงมลพิษที่กำลังเกิดขึ้นกับภูมิภาคของเรา” น.ส.มณีรัฐ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในวันเดียวกันทางคณะสื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรมเดินเล่าผ่านเรื่อง “อนาคตวิถีชุมชน ผู้คน วัฒนธรรมและสุขภาพ ขณะที่สายน้ำกำลังปนเปื้อน” กับ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายเด็กและเยาวชนลุ่มน้ำของ กับภารกิจในการฟูมฟักรักษ์ถิ่นเกิด ที่ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพื่อเฝ้าระวังระบบสุขภาพของชุมชน

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาในลุ่มแม่น้ำโขงเกิดขึ้นตลอด 30 ปี นับตั้งแต่เขื่อนตัวแรกเกิดขึ้นในประเทศจีน เมื่อปี 2539-2540 ก่อนที่จะเพิ่มตามมาเรื่อยๆ จนถึงเขื่อนแห่งที่ 13 แล้วในปัจจุบัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งระดับการขึ้นลงของน้ำที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ กระทบระบบนิเวศวิทยา ความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชและสัตว์ แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีมานี้ คือดินตะกอนจำนวนมากที่ทำให้น้ำขุ่นข้น จนภายหลังเมื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก จึงพบสารปนเปื้อนหลายชนิด กระทั่งต่อมาได้มีพบปลาที่เกิดตุ่มแผลขึ้นเป็นครั้งแรก

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลไปอีกหลายสิบปี และเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่เราจัดการได้ยาก ต้องใช้เวลา จึงต้องขับเคลื่อนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตื่นตัว ได้เข้ามามีส่วนร่วมเรียนรู้ว่าจะต้องอยู่และจัดการอย่างไร เพราะเหมืองแร่ถือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่ใหญ่มาก จะไปทำให้ปิดหรือยกเลิกคงเป็นไปได้ยาก แต่จะต้องผลักดันเรื่องของมาตรฐานการจัดการ และยกระดับให้เป็นเรื่องของอนุภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนจะไม่สามารถทำเรื่องของมาตรฐานเองได้ แต่ชุมชนสามารถมีแผนเฝ้าระวังและจัดการตนเอง