สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 5/2569

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. และนายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ได้ร่วมแถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการกับทรัพย์สินในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดมูลฐานอื่นๆ โดยสรุปผลการดำเนินการที่น่าสนใจ ดังนี้          

1. ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 12 รายคดี ทรัพย์สิน 166 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ169 ล้านบาท โดยมีข้อมูลรายคดีอื่นที่น่าสนใจ ดังนี้

1.1 รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR. LEAK YIM  กับพวก กรณีขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) เป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ พบข้อมูลความเชื่อมโยงการกระทำความผิดมูลฐานอื่นๆ และความผิดฐานฟอกเงิน โดยมีทรัพย์สินส่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท ในการพิจารณาครั้งนี้ เลขาธิการ ปปง. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 48 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 สั่งยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (เพิ่มเติม) จำนวน 1 รายการ (เรือขนาดเล็กใช้ประกอบการอำนวยความสะดวกของเรือ PLEASURE YACHT ซึ่งมีคำสั่งให้ยึดไปก่อนหน้านี้แล้ว) มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท (คำสั่ง ย.97/2569)

1.2 รายคดี นายชวิศร์ฯ กับพวก กรณีแสดงตนว่าเป็นผู้วิเศษ ชักชวนทำกิจกรรมธรรมะ หลอกให้โอนเงินค่าลดกรรม เป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดฐานฟอกเงิน ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน14 รายการ (เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะและเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 36 ล้านบาท (คำสั่ง ย.100/2569)

1.3 รายคดี เครือข่ายองค์กรอาชญากรรมไฮบริดสแกมข้ามชาติ (นายวศิษฎ์ฯ กับพวก)
โดยหลอกลวงผู้เสียหายผ่านช่องทางโซเซียลมีเดีย หลอกลวงให้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ มีธุรกรรมการโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด โอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลผิดปกติ มีเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 38 รายการ (สินทรัพย์ดิจิทัล และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 68 ล้านบาท (คำสั่ง ย.105/2569)

1.4 รายคดี นายรณภัทรฯ กับพวก กรณีกลุ่มเครือข่ายลักลอบทำบัตรประชาชนให้บุคคลผู้ไม่มีคุณสมบัติหรือไม่มีสถานะทางทะเบียนที่จะทำบัตรประชาชน เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 1 รายการ (เงินสด) รวมมูลค่าประมาณ 4 แสนบาท (คำสั่ง ย.103/2569)

1.5 รายคดี กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (นายนราฯ กับพวก) กับพวก ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 39 รายการ (เช่น เงินสด ยานพาหนะ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท (คำสั่ง ย.106/2569)

2. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 33 รายคดี ทรัพย์สินกว่า 771 รายการ มูลค่าประมาณ 293 ล้านบาท เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึด และอายัดทรัพย์สินของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

2.1 รายคดี กลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (นายชนนพัฒฐ์ฯ กับพวก) โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (เพิ่มเติม) จำนวน 12 รายการ (หุ้น และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท (คำสั่ง ย.81/2569)

2.2 รายคดี นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (เพิ่มเติม) จำนวน 192 รายการ (เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท (คำสั่ง ย.78/2569)

2.3 รายคดี นายกฤตภพฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมฯ และความผิดฐานฟอกเงิน โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (เพิ่มเติม) จำนวน  220 รายการ (เช่น ที่ดิน หุ้น เครื่องประดับ วัตถุมงคล และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 58 ล้านบาท (คำสั่ง ย.54/2569)

2.4 รายกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (นายทวีศักดิ์ฯ กับพวก) โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 49 รายการ (เช่น เครื่องประดับ วัตถุมงคล สินค้าแบรนด์เนม และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท (คำสั่ง ย.70/2569)

2.5 รายคดี นายกฤษฎาฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอั้งยี่ฯ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 13 รายการ (ที่ดิน) รวมมูลค่าประมาณ 27 ล้านบาท (คำสั่ง ย.84/2569)

อนึ่ง ในคดีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระหรือความผิดที่มีผู้เสียหาย นั้น สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยให้บุคคลที่ได้รับความเสียหายในรายคดีที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหายและจำนวนความเสียหาย ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้น สำนักงาน ปปง. จะตรวจสอบ และรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและจำนวนความเสียหายเพื่อพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไชต์สำนักงาน ปปง. (www.amlo.go.th)

3. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) จำนวน 10 รายคดี ทรัพย์สิน 1,163 รายการ มูลค่าประมาณ 2,820 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

3.1 รายคดี พระราชวิสุทธิประชานาถ (นายอลงกต) กับพวก อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (วัดพระบาทน้ำพุ) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน 20 รายการ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (คำสั่ง ย.6 /2569)

3.2 รายคดี พระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม) กับพวก อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (วัดไร่ขิง) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน 205 รายการ มูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท (คำสั่ง ย.279 /2568)

3.3 รายคดี นายสฤษฎ์ฯ กับพวก กรณีเป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน โดยปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยมีผู้เสียหายที่ได้รับความคุ้มครองแล้วส่วนหนึ่ง ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย โดยเป็นกรณีมีผู้เสียหายเพิ่มเติม (รวมผู้เสียหายที่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมดจำนวน 817 ราย) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน 130 รายการ มูลค่าประมาณ 2,552 ล้านบาท (คำสั่ง ย.193/2567)

อนึ่ง กรณีที่ปรากฎตามข่าวที่มีบุคคลกล่าวอ้างว่ารู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับผู้บริหารสำนักงาน ปปง. โดยสามารถวิ่งเต้นคดีเพื่อไม่ให้ถูกตรวจสอบธุรกรรม หรือถูกยึด/อายัดทรัพย์สิน ตลอดจนสามารถดำเนินการให้มีการคืนทรัพย์สินโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายได้นั้น สำนักงาน ปปง. ขอเรียนว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากในการตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด รวมถึงอำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมซึ่งประกอบด้วยผู้แทนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภายนอก สำนักงาน ปปง. จึงขอยืนยันว่าไม่มีบุคคลใดสามารถแทรกแซงหรือมีอิทธิพลเหนือกระบวนการดังกล่าวได้

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นบุคคลที่แอบอ้างในลักษณะดังกล่าว ขอให้แจ้งเบาะแสมายังสำนักงาน ปปง. โดยตรง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป