สธ. เร่งรัดมาตรการประหยัดพลังงาน เผย หน่วยบริการติดตั้งโซล่าเซลล์แล้ว 90% ประหยัดค่าไฟฟ้ากว่า 687 ล้านบาท ส่วนมาตรการลดใช้น้ำมัน 15% คาดประหยัดงบประมาณได้สูงสุด 170 ล้านบาท

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยความคืบหน้ามาตรการประหยัดพลังงานรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง หน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 1,683 แห่ง หรือ 90.6% ประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 687 ล้านบาท ส่วนมาตรการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงยานพาหนะที่ไม่ใช่ประเภทฉุกเฉิน 15% คาด 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2569 จะลดการใช้น้ำมันได้ 2.7 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าสูงสุด 170 ล้านบาท ยืนยันดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการบริการประชาชน

วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมทางไกลติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณี สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะมาตรการลดการใช้พลังงานตามข้อสั่งการของกระทรวงสาธารณสุข อาทิ ลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลง 15% ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในหน่วยบริการสาธารณสุข การปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work From Home) ในกลุ่มงานหรือหน่วยงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพิ่มการให้บริการผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เป็นต้น

นายแพทย์สมฤกษ์กล่าวว่า เรื่องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการมาก่อนหน้าแล้วระยะหนึ่ง เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากการสู้รบดังกล่าว ได้ให้หน่วยบริการที่เหลือเร่งรัดดำเนินการมากขึ้น โดยล่าสุดมีหน่วยบริการทั่วประเทศติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 1,683 แห่ง หรือ 90.6% กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 188,505,360 หน่วย/ปี สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ 687,491,286 บาท/ปี และยังช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ 88,258 tonCo2/ปี ส่วนมาตรการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช่ประเภทฉุกเฉิน 15% จากปีที่ผ่านมา จากการประมาณการในช่วง 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2569 (เมษายน – กันยายน 2569) จะมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงจากก่อนใช้มาตรการ 17.9 ล้านลิตร เหลือประมาณ 15.3 ล้านลิตร หรือลดลง 2.7 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 108-170 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์และปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องเหมาะสม โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการผู้ป่วย