กรมการแพทย์แผนไทยฯ เผย 32 ยาสมุนไพรไทย มีผลวิจัยเทียบชั้นยาแผนปัจจุบัน มุ่งเป้าลดการนำเข้ายาต่างประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นสมุนไพรไทย เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยเชิงประจักษ์ ยืนยันยาสมุนไพร 32 รายการ มีประสิทธิภาพการรักษาไม่ด้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน มุ่งเป้าลดการนำเข้ายาต่างประเทศ และเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรโดยตรง

ดร.ภก.ปรีชา หนูทิม ผู้อำนวยการกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร และผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยว่า กรมการแพทย์ แผนไทยฯ มุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้ยาไทยเพื่อลดการพึ่งพายาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบยาของประเทศ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการใช้ “หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based)” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แพทย์และผู้ป่วย โดยปัจจุบันมีสมุนไพรถึง 32 รายการ ที่ผ่านการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพแบบตัวต่อตัวกับยาแผนปัจจุบัน และมีผลลัพธ์ยืนยันชัดเจนว่าสามารถใช้รักษาได้ผลดีเท่าเทียมกัน

จากการรวบรวมข้อมูลในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรที่มีทั้งหมด 124 รายการ พบกลุ่ม ที่โดดเด่นและมีงานวิจัยรองรับชัดเจน ดังนี้ 1) ระบบทางเดินอาหาร ขมิ้นชัน สามารถใช้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แทนยา Omeprazole หรือ Simethicone 2) กลุ่มกล้ามเนื้อและกระดูก เถาวัลย์เปรียง ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ แทนยา Diclofenac หรือ Naproxen (ซึ่งกลุ่มนี้มีตำรับยารองรับสูงถึง 27 รายการ) 3) ระบบทางเดินหายใจ ฟ้าทะลายโจร ใช้บรรเทาอาการเจ็บคอและหวัด แทนยา Paracetamol 4) กลุ่มนรีเวชวิทยา ยาประสะไพล ใช้บรรเทาอาการปวดประจำเดือน แทนยา Mefenamic acid เป็นต้น

การผลักดันยาสมุนไพรทั้ง 124 รายการนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท การขับเคลื่อน ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่ปลอดภัย แต่ยังส่งผลดี ต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค ช่วยลดภาระค่ายาจากการนำเข้าเวชภัณฑ์ต่างประเทศ และเป็นการกระจายรายได้สู่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรโดยตรง

ดร.ภก.ปรีชา กล่าวในตอนท้ายว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เชื่อมั่นว่า การบูรณาการงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้สมุนไพรไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากล ต่อไป