สทนช. จัดงานวันน้ำโลก ปี 2569 สอดรับประเด็น UN ภายใต้แนวคิด “Water and Gender : Where Water Flows, Equality Grows” เปิดพื้นที่ให้คนทุกเพศและทุกกลุ่มได้มีบทบาทในเวทีบริหารจัดการน้ำ ชูแนวคิดบริหารจัดการน้ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
วันที่ 23 มีนาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน วันน้ำโลก ประจำปี 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” (Water and Gender) โดยมี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมงาน ในการนี้ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เอกอัครราชทูต และผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศที่มีความร่วมมือด้านน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำ รวมถึงภาคประชาชน และสื่อมวลชน จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมงาน ณ ห้องสัมมนา อาคารสัมมนา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปากเกร็ด

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานได้รับชมคลิป “สารจากนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันน้ำโลก ประจำปี 2569” เพื่อสะท้อนนโยบายและทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ต่อมา นางสาวเข็มอัปสร สิริสุขะ หรือ คุณเชอรี่ ในฐานะผู้แทนประชาสัมพันธ์ด้านทรัพยากรน้ำของ สทนช. ได้กล่าวรณรงค์การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำด้วย จากนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “โลกเปลี่ยน น้ำเปลี่ยน คนต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” (Water and Gender in a Changing World: The Integration towards ideal River Basin Management)
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุทกภัยและภัยแล้งมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น หลายพื้นที่ของประเทศไทยต้องเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านน้ำ โดยประชากรในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก หรือกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็น สตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย
และผู้พิการ มักได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจได้ว่า
เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ด้านน้ำ จะมีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทุกกลุ่มอย่างทันท่วงที และสามารถฟื้นฟูเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้โดยเร็วที่สุด แต่สิ่งสำคัญและคุ้มค่ากว่า คือการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำ จึงต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เช่น สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด เพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้มีความเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น คลองระบายน้ำ หรือ flood way พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า ซักซ้อมการอพยพ ปรับปรุงกฎระเบียบ วางแผนการบริหารสถานการณ์ เป็นต้น โดยทุกกระบวนการพัฒนาจะต้องคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วน ได้มีบทบาทในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งในระดับชุมชน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงจุดยืนของไทยในการร่วมขับเคลื่อนประเด็นน้ำกับนานาประเทศ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ จึงขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเต็มที่ และขอเน้นย้ำว่า ความมั่นคงด้านน้ำเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำของประเทศ และส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม เพื่อวางรากฐานสู่ประเทศไทยที่มั่นคง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยน้ำมีความสำคัญดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้ว่า “น้ำคือชีวิต”
นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความสำคัญของการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ จากเดิมในลักษณะแนวดิ่ง ไปสู่การบริหารจัดการแบบ “ก้างปลา” เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ รวมถึงการแจ้งเตือนจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด สำหรับวางแผนการดำรงชีวิต เช่น การเพาะปลูก การเตรียมความพร้อมในการอพยพเมื่อเกิดภัย เพื่อรับมือสถานการณ์ “โลกเดือด” ในปัจจุบัน
สำหรับกิจกรรมในงาน ช่วงเช้ามีการเสวนา หัวข้อ “จากนโยบายสู่การปฏิบัติ: ข้อริเริ่มเชิงบูรณาการเพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม” (From Policy to Practice: Integrated Initiatives for Water Sustainability and Equity) ซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ 8 หน่วยงาน และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อสะท้อนภาพความความเชื่อมโยงในการขับเคลื่อนนโยบายด้านน้ำสู่การปฏิบัติอย่างบูรณาการ ในช่วงบ่าย มีการนำเสนอองค์ความรู้จากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เครือรัฐออสเตรเลีย ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม และสาธารณรัฐเกาหลี ในหัวข้อ “การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและธรรมาภิบาลน้ำ” (Climate Adaptation and Water Governance) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำของแต่ละประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการที่แตกต่างออกไปจากหลายภูมิภาคของโลก นอกจากนี้ ในบริเวณงาน สทนช. ยังได้ร่วมกับหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมถึง 15 หน่วยงาน จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” แสดงผลการขับเคลื่อนงานตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน สอดคล้องเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ภารกิจเชิงนโยบาย ไปจนถึงภารกิจเชิงปฏิบัติ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านทรัพยากรน้ำที่จะได้ร่วมบูรณาการงานด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปด้วยกันต่อไป

ด้าน เลขาธิการ สทนช. ได้กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า การขับเคลื่อนประเด็น “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” จะไม่เป็นเพียงการจัดงานในครั้งนี้เท่านั้น นโยบายและข้อเสนอแนวคิดที่ได้รับจากสารของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารจากแต่ละหน่วยงานในวันนี้ จะถูกนำไปสานต่อโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงเครือข่ายงานด้านน้ำทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับชุมชน จะได้ร่วมกันทำงานต่อเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และเกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง























