สธ. ผนึกกำลัง “ทหาร-พลเรือน” สร้างระบบทำงานร่วมรับมือภัยพิบัติ เพิ่มความรวดเร็วแจ้งเตือนช่วยเหลือประชาชน

กระทรวงสาธารณสุข ผนึกกำลัง “ทหาร–พลเรือน” สร้างระบบการทำงานร่วมกันในการรับมือภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การสั่งการ การปฏิบัติ รวมถึงถอดบทเรียนเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาและน้ำท่วมใหญ่ ชี้ศูนย์ประสานงานพลเรือน-ทหารต้องทำได้จริง เน้นสื่อสารเรียลไทม์ สั่งการเป็นเอกภาพ สนับสนุนทรัพยากรร่วมกัน พัฒนาระบบข้อมูลความเสี่ยง ช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว แจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยได้ทันท่วงที

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันภัยคุกคามมีความซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าภัยจากความมั่นคง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข การบูรณาการความร่วมมือทั้งข้อมูลและการระดมทรัพยากรร่วมกันระหว่างทหารและพลเรือน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับกรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทหารและพลเรือนในการดำเนินงานด้านกิจการพลเรือน ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อสร้าง “ระบบการทำงานร่วมกัน” ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการบรรยาย กิจกรรมเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการระดมสรรพกำลัง การบูรณาการฐานข้อมูล การเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามต่างๆ และการจัดทำแผนช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งมีการศึกษาดูงานระบบสารสนเทศเพื่อการคาดการณ์และการแจ้งเตือน ระบบควบคุม/สั่งการ ระบบการรายงาน และโครงสร้างการจัดการการให้บริการทางการแพทย์ในภาวะฉุกเฉิน พร้อมถอดบทเรียนจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ในการจัดการผู้บาดเจ็บจำนวนมากและการอพยพประชาชน และเหตุอุทกภัยขนาดใหญ่ที่สงขลาและเชียงราย เกี่ยวกับการบริหารระบบบริการในภาวะทรัพยากรจำกัด และการสื่อสารในภาวะโครงสร้างพื้นฐานล่ม เพื่อนำไปปิดช่องว่างเชิงระบบ และพัฒนาเป็นสถานการณ์จำลองการฝึก M-MEX 2026 ระดับชาติ

นพ.วีรวุฒิกล่าวต่อว่า ผลลัพธ์สำคัญของโครงการนี้คือ การมีศูนย์ประสานงานพลเรือน–ทหาร (Civil–Military Coordination Center) ที่สามารถทำงานได้จริง โดยเชื่อมโยงการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ การสั่งการที่เป็นเอกภาพ (Single Command) และการสนับสนุนทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และทำให้การตอบโต้เหตุการณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบการคาดการณ์ความเสี่ยง (Risk Forecasting) โดยนำข้อมูลจากหลายภาคส่วนมาวิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ทำให้การบริหารจัดการไม่ใช่แค่ตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ แต่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมได้อย่างแม่นยำ ระบบแจ้งเตือนภัยสามารถทำงานได้อย่างทันท่วงทีและประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่การบริหารทรัพยากรที่มีจำกัดในสถานการณ์ฉุกเฉิน การบูรณาการระหว่างทหารและพลเรือน ทำให้สามารถระดมกำลังคน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ได้รวดเร็ว จัดสรรทรัพยากรไปยังพื้นที่ปฏิบัติการได้ตรงจุด ลดความสูญเสียจากการบริหารที่ล่าช้าหรือซ้ำซ้อน

“บทเรียนจากโครงการนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่ระบบบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินแบบบูรณาการที่ทุกภาคส่วน ทั้งทหาร พลเรือน สาธารณสุข และภาคีเครือข่าย สามารถทำงานร่วมกันภายใต้กรอบเดียวกันและเป็นระบบเดียวกัน โดยมีเป้าหมายคือ การปกป้องชีวิตประชาชน และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของสาธารณสุข แต่คือความมั่นคงของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน” นพ.วีรวุฒิกล่าว