สธ. ผนึกภาคีเครือข่าย ควบคุม ป้องกัน ยุติปัญหาวัณโรค สู่เป้าหมายประเทศไทยปลอดวัณโรค “Yes! We Can End TB : ยุติวัณโรค เราทำได้” เนื่องในวันวัณโรคสากล 2569

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย แถลงข่าวเนื่องในวันวัณโรคสากล ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Yes! We Can End TB : ยุติวัณโรค เราทำได้” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเร่งรัดควบคุม ป้องกัน และยุติปัญหาวัณโรคให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2578 สื่อสารสร้างความเข้าใจและตระหนักว่าวัณโรค “รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย ไม่ตีตรา”

วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค Dr. Richard Brown ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย และพญ.ผลิน กมลวัทน์ อุปนายกสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงข่าวเนื่องในวันวัณโรคสากล ประจำปี 2569 (World TB Day 2026) ภายใต้แนวคิด “Yes! We Can End TB : ยุติวัณโรค เราทำได้”

ดร.นพ.โสภณ กล่าวว่า วันวัณโรคสากลตรงกับวันที่ 24 มีนาคมของทุกปี กำหนดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ทั่วโลกตระหนักว่าวัณโรคยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก โดยประเทศไทยได้ดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยุติวัณโรคขององค์การอนามัยโลก และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ส่งผลให้อุบัติการณ์วัณโรคลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความท้าทายจากกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี แรงงานข้ามชาติ ผู้ต้องขัง และประชากรกลุ่มเปราะบาง กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งเน้นการค้นหาและวินิจฉัยผู้ป่วยที่ยังเข้าไม่ถึงระบบบริการด้วยเทคโนโลยี AI และเทคนิคอณูชีววิทยา โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ยกระดับมาตรฐานการรักษาวัณโรคและวัณโรคดื้อยาให้เข้าถึงสูตรยาที่สั้น ปลอดภัย และมีประสิทธิผล ขยายการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาวัณโรคระยะแฝง เพื่อป้องกันการป่วยในอนาคต บูรณาการงานวัณโรคกับระบบหลักประกันสุขภาพและระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อลดค่าใช้จ่ายรุนแรงจากการเจ็บป่วย ตลอดจนสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรมและระบบข้อมูลดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ ลดการเสียชีวิตจากวัณโรค ลดการเจ็บป่วย และทำให้ประชาชนไทยปลอดจากวัณโรคอย่างยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2578

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคประมาณ 1.38 ล้านคนต่อปี เฉลี่ยมากกว่า 3,400 คนต่อวัน และมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 10.7 ล้านคนต่อปี เฉลี่ยมากกว่า 30,000 คนต่อวัน ขณะที่ประเทศไทย ข้อมูลปี 2568 คาดว่ามีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ 104,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 11,300 รายต่อปี ซึ่งวันวัณโรคสากลปีนี้มีแนวคิดรณรงค์ “Yes! We Can End TB” หรือ “ยุติวัณโรค เราทำได้” โดยกำหนดประเด็นสำคัญในการสื่อสาร คือ “รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย ไม่ตีตรา” รู้เร็ว หมายถึง สังเกตอาการที่สงสัยวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน น้ำหนักลด หรือมีไข้ต่ำตอนบ่าย และเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพื่อให้วินิจฉัยและเริ่มรักษาได้ทันเวลา รักษาหาย หมายถึง วัณโรครักษาหายได้ หากรับประทานยาครบตามแพทย์สั่ง ไม่แพร่กระจาย หมายถึง ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่น โดยเริ่มรักษาให้เร็ว สวมหน้ากากอนามัย และดูแลบ้านให้อากาศถ่ายเท ผู้สัมผัสต้องตรวจคัดกรองวัณโรคทันที และ ไม่ตีตรา หมายถึง การมีทัศนคติที่ดี ไม่รังเกียจ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แบ่งแยก ไม่ลดคุณค่า ไม่เชื่อความเชื่อผิดๆ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ามาตรวจ หยุดยา หยุดการรักษา ปกปิดการป่วย ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มการเข้าถึงบริการและความร่วมมือของสังคม

 

Dr. Richard กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ร่วมมือกับประเทศไทยในการขับเคลื่อนการยุติวัณโรค โดยสนับสนุนทั้งด้านนโยบาย วิชาการ เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย และแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งขอชื่นชมความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนาระบบบริการด้านวัณโรค และการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อให้สามารถลดภาระโรคและก้าวสู่เป้าหมายการยุติวัณโรคได้อย่างยั่งยืน

ด้าน พญ.ผลิน กล่าวว่า สมาคมฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานสำคัญ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.สนับสนุนการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย คัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชน เพื่อให้สามารถตรวจพบโรคเร็วและเข้าสู่การรักษาอย่างทันท่วงที 2.พัฒนาวิชาการและองค์ความรู้ด้านวัณโรค ร่วมกับสถาบันการศึกษา สมาคมวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนงานวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนามาตรฐานการดูแลรักษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล 3.พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านวัณโรค ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเครือข่ายในชุมชน ให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.ช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยและครอบครัว ผ่านการระดมทรัพยากรและความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจ สนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาจนครบตามมาตรฐาน ตลอดจนให้ความสำคัญกับการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับวัณโรค