รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยแนวทางรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาพลังงานและการนำเข้า/ผลิตยา เฝ้าระวังรายการยาใกล้ชิดทั้ง Demand และ Supply ภาพรวมขณะนี้ยังมีสำรอง 3-4 เดือน ย้ำโรงพยาบาลทั่วประเทศปฏิบัติตามมาตรการประหยัดพลังงาน ใช้เทคโนโลยีลดเดินทางประชาชน อาทิ Telemedicine ส่งยาผ่าน Health Rider จ่ายยาผู้ป่วยเรื้อรังอย่างเหมาะสม ประสานปั๊มน้ำมันจัดบริการสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน
วันที่ 20 มีนาคม 2569 นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทรัพยากรสำคัญ 2 ส่วนที่จะส่งผลต่อการให้บริการประชาชน ได้แก่ ด้านยาและเวชภัณฑ์ ภาพรวมขณะนี้มีสำรองใช้ได้ประมาณ 3-4 เดือน ส่วนกลางโดย กองบริหารการสาธารณสุข (กบรส.) ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามข้อมูลและประสานงานทั้งด้าน Supply กับบริษัทผู้ผลิต/นำเข้ายา และด้าน Demand คือโรงพยาบาลในสังกัดส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้ใช้ยา และใช้ระบบข้อมูลบริหารเวชภัณฑ์ออนไลน์ รวบรวมข้อมูลคงคลังจากโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน 904 แห่งทั่วประเทศ สามารถติดตามจำนวนและปริมาณคงคลังยาแต่ละรายการในแต่ละจังหวัดและเขตสุขภาพ โดยจะเฝ้าระวังใกล้ชิดในรายการยาที่คาดว่าจะอ่อนไหว ทั้งในด้านวัตถุดิบ การผลิตในประเทศ และนำเข้า ตามรายการจำเป็นที่ อย.กำหนด ยาในกลุ่มโรคเรื้อรังที่สำคัญและยาจิตเวช เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยขาดยา ขณะที่โรงพยาบาลจะกำหนดมาตรการการใช้ให้เหมาะสมตามบริบทพื้นที่และการบริหารจัดการภายในเขต/จังหวัด
นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า ส่วนด้านพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมัน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้แจ้งหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศปรับรูปแบบการบริการตามความเหมาะสม ทั้งเรื่องลดการเดินทาง โดยส่งเสริมการใช้ระบบ Telemedicine และบริการ Health Rider (ส่งยาถึงบ้าน) เพื่อลดการใช้พลังงานของทั้งโรงพยาบาลและประชาชน, การปรับระยะเวลาการจ่ายยาผู้ป่วยเรื้อรังให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกรวมถึงประสานงานกับสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่เพื่อสำรองหรือจัดระบบสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้โดยไม่มีอุปสรรค
“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงสาธารณสุขมีระบบเฝ้าระวังสต๊อกยาที่แม่นยำและมีการเตรียมพร้อมรับมือในทุกมิติ แม้สถานการณ์ภายนอกจะมีความผันผวน แต่การดูแลสุขภาพของประชาชนจะยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ” นพ.เอกชัย กล่าว

