สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จับมือ กพร. พัฒนาทักษะแรงงานกลุ่มเปราะบาง สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัยและผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน ระหว่างสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ พร้อมเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยมีนายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ

ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส กล่าวว่า สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงการฝึกทักษะอาชีพ เพิ่มโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพัฒนาให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดฝึกอบรมนำร่องหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย ระยะเวลาฝึก 30 ชั่วโมง ในพื้นที่ 35 จังหวัด เป้าหมายจำนวน 700 คน ภายใต้โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการประกอบธุรกิจเครื่องดื่มมืออาชีพ จำนวน 21 คน พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน และรับฟังการชี้แจงการดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยื