วันที่ 13 มีนาคม 2569 – กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรม มุ่งบูรณาการองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของไทยสู่ความยั่งยืน ณ ห้องประชุมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ โดยมี นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และรองศาสตราจารย์ เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ เป็นผู้ลงนาม ท่ามกลางคณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติจากทั้งสององค์กร

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาครัฐและองค์กรวิชาชีพ เพื่อพลิกโฉมมาตรฐานงานทางหลวงไทยให้ทัดเทียมระดับสากล โดยเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการบริหารจัดการโครงข่ายทางหลวงให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับการเดินทางและการขนส่งของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ครอบคลุมการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญใน 4 มิติ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ได้แก่
• การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยทางถนน (Road Safety and Standards): เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านมาตรฐานวิศวกรรมงานทาง การจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานวิศวกรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ (Technology & Innovation Integration): ผลักดันและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในงานก่อสร้าง เช่น เทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) และ Digital Twin เพื่อยกระดับคุณภาพงานทาง
• การพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถบุคลากร (Capacity Building): ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและยกระดับทักษะบุคลากร รวมถึงการพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความสามารถทั้งในด้านเทคนิคและทักษะด้านดิจิทัล
• การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อความยั่งยืน (Knowledge Transfer for Sustainability): สร้างเวทีสำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสององค์กร เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความยั่งยืนของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
“ผลลัพธ์จากความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นรากฐานและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิศวกรรมทางหลวงไทยให้ก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพงานทางของประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป” อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวทิ้งท้าย








