มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผนึก ทส. และภาคีเครือข่าย ลงนามความร่วมมือจัดการขยะทะเล สร้างคุณค่าใหม่สู่สังคมอย่างยั่งยืน

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อการจัดการทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อม สู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 14 (SDG 14) ระหว่างมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีพลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการัง และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ และ ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมลงนาม พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรอีก 6 หน่วยงาน ได้แก่ เทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี เทศบาลตำบลท่าข้าม จังหวัดฉะเชิงเทรา สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) บริษัทเด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) เพื่อน้อมนำตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แนวปะการัง สัตว์ทะเลหายาก และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล รวมถึงการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลของประเทศ และร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะทะเลและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การลงนามในวันนี้เกิดจากความร่วมมือ 3 ส่วน ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย และภาคเอกชน มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือจัดการขยะทะเลและขยะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำขยะทะเลที่ไร้ค่ามาแปรรูปและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ (Upcycling) เลือกประเภทของเส้นใย เทคนิคการทอผ้า และนวัตกรรมสิ่งทอที่เหมาะสม และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะ “ผ้าพลิกตัวสำหรับผู้ป่วยติดเตียง” เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ยากไร้ ผ่านมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยลดปริมาณขยะในทะเลอย่างเป็นรูปธรรม ขอขอบคุณภาคเอกชนและหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันออกแบบ พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์จากขยะทะเล โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปวัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเลแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่ถูกทิ้ง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง

”ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ทั้งในมิติของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวและมีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางทะเล การใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ ตลอดจนแรงกดดันจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การดูแลรักษาทะเลและมหาสมุทรจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างสมดุลและรับผิดชอบ“ รองนายกฯ สุชาติ กล่าว

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะทะเลของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ เครือข่ายอาสาสมัคร และการดำเนินกิจกรรมเก็บขยะทะเลในพื้นที่เป้าหมาย ขณะที่ภาคีเครือข่ายจะร่วมพัฒนานวัตกรรม การแปรรูปวัสดุ และสนับสนุนกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนที่จะขยายความร่วมมือและการดำเนินงานให้ครอบคลุมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์และสร้างพลังขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว