คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบยาผ่านกลไกอนุกรรมการ 8 คณะ เพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นกว่า 40 รายการ ปรับระบบวัคซีนคล่องตัว พร้อมผลักดันยานวัตกรรมไทย คาดประหยัดงบรัฐกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันนี้ (5 มีนาคม 2569) ได้รับมอบหมายจากนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจำนวน 8 คณะ แทนชุดเดิมที่หมดวาระลง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการวัคซีนของประเทศ โดยกำหนดให้วัคซีนที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชีวัคซีนหลักแห่งชาติ สามารถประกาศบรรจุเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติได้ทันที เปิดทางให้หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดซื้อได้ตามความจำเป็น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณางบประมาณจากกองทุนสุขภาพ ช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความคล่องตัวของระบบ และทำให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณกรรมการอาหารและยา ในฐานะเลขานุการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็น ที่ประชุมได้เห็นชอบบรรจุยาเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติรวมกว่า 40 รายการ ครอบคลุมโรคสำคัญและกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง อาทิ
• ยาพาลิเพอริโดน (Paliperidone) ชนิดฉีดออกฤทธิ์เนิ่น สำหรับผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงกว่า 1,300 คน
• ยาอิมิซิซูแมบ (Emicizumab) สำหรับป้องกันภาวะเลือดออกในผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเอ เด็กและวัยรุ่นกว่า 440 คน
• ยาโฟมิพิโซล (Fomepizole) ยาต้านพิษสำหรับรักษาภาวะพิษจากเมทานอล
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการใช้ยานวัตกรรมที่วิจัยและพัฒนาในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 30 รายการ เช่น *ยารักษาโรคเบาหวาน sitagliptin* ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของภาครัฐได้มากกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปี สะท้อนศักยภาพของประเทศในการพึ่งพาตนเองด้านยา และเสริมสร้างความมั่นคงทางยาในระยะยาว พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังเดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use: RDU Country) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการใช้ยาไม่เหมาะสม และยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชน
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นและวัคซีนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับยาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนระบบยาไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป






