1. สภาพอากาศวันนี้ : ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง
คาดการณ์ : ในช่วงวันที่ 4 – 6 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น และฝนตกหนักบางแห่ง เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือลำดับแรก ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบในลำดับถัดไป สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 4 – 7 มี.ค. 69 จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งเกิดขึ้นได้
2. สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม : ปริมาณน้ำรวม 74% ของความจุเก็บกัก (59,676 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 63% (35,574 ล้าน ลบ.ม.)
3. สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำรายภาค:
ภาคเหนือ: มีปริมาณน้ำ 21,279 ล้าน ลบ.ม. (77%)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีปริมาณน้ำ 7,536 ล้าน ลบ.ม. (63%)
ภาคกลาง: มีปริมาณน้ำ 1,048 ล้าน ลบ.ม. (53%)
ภาคตะวันออก: มีปริมาณน้ำ 1,568 ล้าน ลบ.ม. (51%)
ภาคตะวันตก: มีปริมาณน้ำ 22,379 ล้าน ลบ.ม. (79%)
ภาคใต้: มีปริมาณน้ำ 5,866 ล้าน ลบ.ม. (75%)
4. สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนหลักพื้นที่ EEC :
บางพระ : มีปริมาณน้ำ 69% (80 ล้าน ลบ.ม.)
หนองปลาไหล : มีปริมาณน้ำ 69% (113 ล้าน ลบ.ม.)
ประแสร์ : มีปริมาณน้ำ 75% (220 ล้าน ลบ.ม.)
5. ประชาสัมพันธ์ : วานนี้ (2 มี.ค. 69) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย (คณะทำงานฯ) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งที่ 2/2569 การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของคณะทำงานถอดบทเรียนหาดใหญ่ ซึ่งมีกรอบการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะการรวบรวมข้อมูล ระยะการวิเคราะห์ข้อมูล และระยะการสรุปผล โดยปัจจุบันอยู่ในระยะการวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งนี้ การดำเนินงานประกอบด้วยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน โดยมี 3 หน่วยงานหลักในการบูรณาการข้อมูล ได้แก่ สทนช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) จากข้อมูลการถอดบทเรียนที่ผ่านมา พบประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาในอนาคต ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำของเขตเมืองหาดใหญ่ให้มีศักยภาพในการระบายน้ำได้มากขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การพัฒนาระบบการพยากรณ์และเตือนภัยให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที ในด้านการเผชิญเหตุ เห็นความจำเป็นที่ต้องมีการซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติงานทั้งในระดับหน่วยงานและการซักซ้อมร่วมกับภาคประชาชน พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในการนี้ ความร่วมมือจาก JICA ช่วยสนับสนุนให้คณะทำงานสามารถวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) โดยผลการศึกษาของคณะทำงานฯ จะถูกพัฒนาเป็นแนวทางการดำเนินงานภายใต้ชื่อ “หาดใหญ่โมเดล” ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการจัดการอุทกภัยในพื้นที่อื่นของประเทศได้

