อย. ห่วงใยสุขภาพคนไทย ย้ำชัดบุคลากรทางการแพทย์ให้ความรู้ได้แต่ต้องไม่ผูกติดการค้า ชี้! ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา รักษาโรคไม่ได้
เภสัชกรเลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องระหว่างการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยเน้นย้ำ “เส้นแบ่ง” สำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภคต้องระวัง ดังนี้ 1. ยึดหลักวิชาการ ไม่ใช้ความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล อย. ไม่เคยอนุญาต ให้บุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ๆ มาปรากฏตัวในการโฆษณาอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รับรองสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจาก การกล่าวอ้างด้านสุขภาพ ต้องอ้างอิงจากหลักฐานทางวิชาการ งานวิจัย หรือข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ และผ่านการเผยแพร่ในวารสารที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่อาศัยความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลหรือวิชาชีพ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด 2. ห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณในการรักษา บำบัด หรือบรรเทาโรค เนื่องจากอาจทำให้ผู้ป่วยหลงเชื่อ หยุดการรักษาที่จำเป็น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือชีวิตได้
ทั้งนี้ บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้ข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัย หรือผลการศึกษาที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับอาหาร สารอาหาร หรือสารสกัด ในเชิงความรู้ทั่วไปได้ แต่ต้องไม่ผูกโยงหรือพาดพิงไปยังผลิตภัณฑ์ใดโดยเฉพาะ เพราะจะถือว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการค้า และเป็นการใช้สถานะทางวิชาชีพเพื่อรับรองสินค้าโดยไม่เหมาะสม สำหรับการจำหน่ายอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ไม่ว่าบุคคลทั่วไปหรือบุคลากรทางการแพทย์ สามารถดำเนินการได้ หากการจำหน่ายอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีการกระทำใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย ทั้งเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารและการโฆษณา
รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และหากโฆษณาเป็นเท็จ โอ้อวด หรือทำให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

