สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบโครงการวิจัยและพัฒนาฯ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด -19 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในเขตภาคอีสาน และภาคใต้ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ภายใต้กรอบวงเงินที่รับอนุมัติ จำนวน 407,934,400 บาท ซึ่งเป็นการตรวจสอบตามแผนประเมินความเสี่ยงประจำปี โดยพบว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย อันได้แก่ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ม.37 ม.48 พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ม.120 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ม.4 และกฎหมายอื่น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดินเป็นมูลค่าสูง นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์เข้าข่ายการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และมีลักษณะอาจเป็นการใช้จ่ายเงินแผ่นดินโดยมิชอบ อาทิ
- การจัดกิจกรรมตามโครงการไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยพบว่ามีการดำเนินการจริงเพียงบางส่วนเท่านั้นแต่ กลับมีการจัดทำเอกสารและรายงานผลดำเนินการครบถ้วน
- การจัดทำรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมและหลักฐานค่าใช้จ่ายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ก่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้างอย่างไม่เป็นธรรม
- การตรวจรับพัสดุไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการส่งมอบจริง
- การเบิกจ่ายและโอนเงินที่มีเส้นทางการเงินไม่ชัดเจน ขาดเอกสารสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกิดจาก 1) การกำกับดูแลโครงการที่ไม่เข้มแข็ง 2) การมอบอำนาจและการควบคุมภายในที่ไม่รัดกุม 3) การเร่งรัดใช้จ่ายงบประมาณในช่วงสถานการณ์วิกฤต โดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเพียงพอ และ 4) การไม่ยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบต่อเงินแผ่นดิน
สตง. ได้เสนอแนวทางสำคัญ เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน คือ
- สอบสวนทางวินัยและดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงการดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง
- ปรับปรุงระบบควบคุมภายในการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจรับพัสดุให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
สตง. ระบุว่า ความบกพร่องในการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ประสิทธิผลของนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาว ซึ่งเงินแผ่นดินเป็นทรัพยากรของประชาชน ต้องโปร่งใส รอบคอบ และตรวจสอบได้ เพื่อให้การฟื้นฟูประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินในยามวิกฤตต้องใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด

