กรมป่าไม้สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีสถานปฏิบัติธรรม “ป่าชนะใจ” ในพื้นที่ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของรัฐและการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต
ตามข้อสั่งการของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสถานปฏิบัติธรรมดังกล่าว ซึ่งใช้ชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ป่าชนะใจ วัดป่าชนะใจ วัดป่ารักษาใจ และพุทธสถานรักษาใจนานาชาติ ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าเข้าข่ายใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในการนี้ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้มอบหมายให้นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นายวุฒิชัย โสมวิภาต ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี) นำกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นายอนันต์ชัย ทับทิม ผู้อำนวยการส่วนยุทธการด้านป้องกันและปราบปราม เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปราม ที่ 1 (ภาคกลาง) เจ้าหน้าที่ส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สจป.ที่ 5 (สระบุรี) เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สบ.2 (ลำพญากลาง) และเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ผนึกกำลังร่วมกับตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐสระบุรี เจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสระบุรี ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่
ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยใช้อำนาจตามหมายค้นศาลจังหวัดสระบุรี ที่ 20/2569 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายรวม 4 จุด ภายในสถานปฏิบัติธรรมดังกล่าว โดยได้รับข้อมูลจากตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พบว่าก่อตั้งเมื่อปี 2566 และได้ยื่นขอจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเรื่อยมา แต่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน อีกทั้งพบข้อพิรุธเกี่ยวกับเอกสารประชาคมหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่ากลุ่มพระสงฆ์บุกรุกพื้นที่ สปก. และกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านรวม 2,000 ไร่ เจ้าหน้าที่จึงขยายผลเข้าตรวจสอบ พบว่าพื้นที่มีลักษณะเป็นทิวภูเขา อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสถานปฏิบัติธรรม ซึ่งยังมีสภาพป่าอยู่สมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจวัดพิกัดแปลงที่ดิน พร้อมใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินสำรวจพื้นที่โดยรอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบร่องรอยของการใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าไปแผ้วถางปรับทำเส้นทาง ปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างลานธรรม สถานวิปัสสนา และที่พักอาศัย รวมทั้งสิ่งก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคหลายรายการ ซึ่งจากลักษณะที่พบเป็นการแผ้วถางเปิดพื้นที่ป่าใหม่ และยังมีร่องรอยของการดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบพื้นที่ป่าได้รับความเสียหายรวม 136-1-36 ไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในท้องที่ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี
นอกจากนี้ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ยังไม่มีการอนุญาตให้บุคคลใดเข้าใช้ประโยชน์ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี ได้ปิดประกาศ ฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่อง ห้ามบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้จึงพิจารณาแล้วเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวยังมีสถานะเป็น “ป่า” ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 การยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 54 ต้องระวางโทษตามมาตรา 72 ตรี และต้องดูสันนิษฐานตามมาตรา 55 นอกจากนี้ ในพื้นที่เกิดเหตุยังพบการเจาะบ่อน้ำบาดาล จำนวน 3 จุด จึงได้มอบให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาลต่อไป
รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า กรมป่าไม้ยืนยันดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการปกป้องรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าซึ่งยังมีสภาพป่าสมบูรณ์ อันเป็นทรัพยากรสำคัญต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมป่าไม้จะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป








