“คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ติดตามมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 กำชับเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงแล้งอย่างใกล้ชิด เตรียมปรับเกณฑ์ควบคุมอ่างฯ ขนาดใหญ่ หวังรองรับสถานการณ์ยาวถึงปี 71 เร่งพัฒนาระบบคาดการณ์เพิ่มความแม่นยำเพื่อบริหารจัดการน้ำสอดรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 69 โดยมี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมทรัพยากรน้ำ การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นต้น เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมน้ำปิง ชั้น 4 สทนช. อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะลานีญาอ่อน จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและ สสน. ระบุว่า ปีนี้อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติและปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ รวมทั้งอาจเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงกลางปี อีกทั้ง คณะอนุกรรมการฯ ยังมีข้อห่วงกังวลของข้อมูลการวิเคราะห์เพื่อให้ครบทุกมิติ และเห็นควรเร่งพัฒนาระบบการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยจะให้มีคณะทำงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ที่หน่วยงานด้านการคาดการณ์ร่วมยกระดับการแจ้งเตือนภัยและนำไปสู่การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต่อไป สำหรับสถานการณ์น้ำทั้งประเทศ ณ วันที่ 13 ก.พ. 69 มีปริมาณน้ำรวม 62,761 ล้าน ลบ.ม. ในภาพรวมของการจัดสรรน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด
“คณะอนุกรรมการฯ ได้ติดตาม 8 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมกำชับการจัดหาแหล่งน้ำสำรองและวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดย สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำด้านอุปโภคบริโภค ในเขตการให้บริการของ กปภ. ครอบคลุมทั้ง 4 ภาค ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พะเยา นครสวรรค์ และนครราชสีมา พบว่า ปริมาณน้ำดิบมีเพียงพอต่อความต้องการตลอดช่วงฤดูแล้งนี้
ส่วนพื้นที่นอกเขตบริการ กปภ. ซึ่งใช้กลไกบริหารจัดการผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ด้านการเกษตร กรมทรัพยากรน้ำและจิสด้า ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้วิเคราะห์สมดุลน้ำรายตำบลและประเมินพื้นที่เสี่ยงแล้ง พบว่า ปริมาณน้ำมีเพียงพอจนถึงระยะเก็บเกี่ยวและยังไม่พบพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ด้านคุณภาพน้ำในเขต กปภ. ยังคงมีปริมาณน้ำดิบเพียงพอตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนทิ้งช่วง (ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 69) ขณะที่ในเขต กปน. ได้ร่วมกับ ชป. ติดตามคุณภาพน้ำดิบในลำน้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ติดตามการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อย เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve) ของ ชป. และ กฟผ. เพื่อปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยต้นฤดูฝนจะระบายน้ำเพื่อเตรียมรองรับน้ำหลาก และปลายฤดูฝนจะชะลอการระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ควบคู่กับการคาดการณ์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569 – 2571) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน



















