ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้เข้าตรวจสอบโครงการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ของหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการและพบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเข้าข่ายทุจริตพร้อมส่งรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ นั้น
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1ได้มีคำพิพากษาในคดีจัดซื้อและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด มูลค่ากว่า 72 ล้านบาท (คดีหมายเลขแดง อท 53/2568) โดยคำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส และตรวจสอบ ได้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีประเด็นตามแนวคำพิพากษาคือ
ปัญหาการกำหนดงบประมาณไม่รอบคอบ อาจส่อการเอื้อประโยชน์ให้ เอกชน ศาลได้วินิจฉัยว่า การกำหนดวงเงินโครงการสูงถึง 75 ล้านบาทโดยปราศจากข้อมูลประกอบ หรือหลักฐานการคำนวณราคาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงการเอื้อประโยชน์ และนำไปสู่การทุจริตร่วมกับกลุ่มเอกชน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการกว่า 25 ล้านบาท
ข้อสังเกตต่อคณะกรรมการกำหนดราคากลาง แม้ไม่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต แต่ศาลมีข้อสังเกตถึงบทบาทการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ว่า “การทำงานในรูปแบบคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลหลายคนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน โดยการที่จะทำเช่นนั้นได้กรรมการแต่ละคนจะต้องมีข้อมูลของงานที่จะต้องพิจารณาลงมติเท่าที่จะขวนขวายได้เพื่อนำข้อมูลมากระจายและเปรียบเทียบกันก่อนลงมติ หาใช่ว่ารับฟังแต่ข้อมูลที่ได้รับมาจากกรรมการคนใดคนหนึ่งเพียงทางเดียว เพราะหากทำเช่นนั้นแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำในรูปแบบของคณะกรรมการ”
- ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับผู้บริหารท้องถิ่น และกลุ่มเอกชน – ในข้อหาทุจริตและเสนอราคา โดยมิชอบ โดยมีการลดโทษให้เนื่องจากมีการให้การเป็นประโยชน์บางส่วน
- สำหรับจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอชี้ว่ามีเจตนาทุจริต โดยศาลแยกพิจารณาชัดเจนระหว่าง “การขาดความรอบคอบ” กับ “การทุจริตโดยเจตนา”
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยืนยันที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในระยะยาว

