นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่มีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้ง แรงงานอิสระ และกลุ่มไรเดอร์ที่ต้องขับขี่รถบนท้องถนนเป็นเวลานาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากค่าฝุ่นที่พุ่งสูงขึ้นอาจทำให้แรงงานเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ ดวงตา และผิวหนัง จึงได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ออกประกาศขอความร่วมมือนายจ้างและสถานประกอบกิจการ ให้ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน โดยให้นายจ้างจัดหาหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ (เช่น N95) ให้แก่ลูกจ้างที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ปรับแผนการทำงาน: พิจารณาปรับเปลี่ยนเวลาทำงาน หรือลดระยะเวลาการทำงานกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับวิกฤต (สีแดง) ตรวจสอบสุขภาพของลูกจ้างอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะแรงงานก่อสร้าง ถือเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะต้องเผชิญกับฝุ่นสองต่อ ทั้งจากมลพิษในอากาศและฝุ่นจากการทำงาน เช่น การเจาะหรือตัดคอนกรีตและเซรามิก ซึ่งฝุ่นเหล่านี้สามารถเข้าไปสะสมในระบบทางเดินหายใจและถุงลมในปอดได้
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า สำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบและอาชีพไรเดอร์ ซึ่งไม่มีนายจ้างโดยตรง แต่เป็นกลุ่มที่สัมผัสฝุ่นโดยตรงตลอดทั้งวัน โดยมีข้อมูลระบุว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่บนท้องถนนและสัมผัสกับไอเสียยานพาหนะโดยตรง งานวิจัยพบว่าฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในสภาวะมลพิษจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและทำให้ความเร็วในการส่งอาหารลดลง จึงขอให้ไรด์เดอร์เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลตนเอง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ขับขี่รถในการทำงานบนท้องถนน โดยเลือกใช้หน้ากากที่กระชับกับใบหน้าและมีประสิทธิภาพกรองฝุ่นสูง หากมีอาการไอ จาม แน่นหน้าอก หรือระคายเคืองตาอย่างรุนแรง ให้รีบพักและพบแพทย์ทันที ตรวจเช็กค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันก่อนเริ่มงาน เพื่อเตรียมความพร้อมและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของฝุ่นสูง และ ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 หากมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบายจากการได้รับฝุ่น PM2.5 เช่น อาการในระบบทางเดินหายใจ ตาอักเสบ หรือผิวหนังอักเสบ สามารถเข้ารับการรักษาได้ “ฟรี” โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ณ โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม







