สธ.แจงไวรัสนิปาห์ติดต่อยาก “ไทย” ยังไม่เคยพบผู้ป่วย เผย 4 มาตรการเข้มสกัดเชื้อเข้าประเทศ

กระทรวงสาธารณสุข แจงโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์แม้ความรุนแรงสูงแต่ติดต่อยาก รัฐเบงกอลยังพบผู้ป่วย 2 ราย เท่าเดิม ขณะที่ไทยค้างคาวแม่ไก่พบเชื้อเพียง 10% ยังไม่พบการติดเชื้อในสุกรหรือคน แนะวิธีป้องกันในผู้ที่อาศัยพื้นที่มีค้างคาว พร้อมวาง 4 มาตรการเฝ้าระวังป้องกันเชื้อจากต่างประเทศ เน้นคัดกรองเที่ยวบินตรงจากรัฐเบงกอล เข้มเฝ้าระวังในสถานพยาบาลและชุมชน ย้ำผู้เดินทางไปอินเดียให้เลี่ยงพื้นที่ระบาด ไม่สัมผัสค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หลังเดินทางกลับสังเกตอาการ 21 วัน หากผิดปกติให้พบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติเสี่ยง

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ศูนย์แถลงข่าวกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวประเด็น “โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease)” โดย นพ.โสภณกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ติดตามการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด ซึ่งสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน มีรายงานผู้ป่วยยืนยัน 2 รายเท่าเดิม เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานโรงพยาบาลเดียวกันในเมือง Barasat รัฐเบงกอลตะวันตก ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อต่อ พ.ศ. 2558 ต้องรายงานเมื่อพบผู้ป่วยภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่เคยพบผู้ป่วยในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วยจากต่างประเทศเท่านั้น ล่าสุดคือรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งแม้จะอยู่ไกลประเทศไทยแต่มีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กรมควบคุมโรคจึงมีการเฝ้าระวังคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมาตรการความพร้อมรับมือของประเทศไทย และยังคงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดร่วมกับองค์การอนามัยโลก ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เตรียมความพร้อมเรื่องการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้รู้ผลภายใน 6-8 ชั่วโมง และกรมการแพทย์ได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุงมาตรฐานแนวทางการรักษาผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสนิปาห์แล้วเช่นกัน

“จากการเฝ้าระวัง พบผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการไข้ อาการทางเดินหายใจ หรืออาการเข้าข่ายสงสัย ร่วมกับประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน แต่จากการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ยังไม่พบไวรัสนิปาห์ มาตรการที่ใช้ในขณะนี้ถือว่ามีความเข้มข้นในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบกับการเดินทางระหว่างประเทศ ประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด” นพ.โสภณกล่าว

ด้าน พญ.จุไร กล่าวว่า การติดเชื้อไวรัสนิปาห์มาจากช่องทางหลักคือ การสัมผัสสารคัดหลั่งของค้างคาว (น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด), การบริโภคอาหารหรือสิ่งปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว เช่น ผลไม้ที่ตกหล่นหรือมีร่องรอยการกัดแทะ, สัมผัสสัตว์ที่ป่วยจากไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร และช่องทางอื่น ได้แก่ สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยยืนยัน โดยต้องเป็นการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ โดยเชื้อไวรัสนิปาห์มี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์บังกลาเทศที่มีความรุนแรงสูง และสายพันธุ์มาเลเซียที่รุนแรงน้อยกว่า แต่ความสามารถในการแพร่เชื้อ (RO) ถือว่ายังต่ำคือ 0.2-0.8 หรือผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อคนรอบข้างได้ไม่ถึง 1 คน เมื่อเทียบกับโควิด (สายพันธุ์โอมิครอน) และไข้หวัดใหญ่ที่มีความสามารถแพร่เชื้อ 8-10 และ 1.2-2.0 ตามลำดับ ดังนั้น นิปาห์โอกาสแพร่เชื้อจากคนสู่คนจึงค่อนข้างยาก ส่วนค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทย พบเชื้อไวรัสนิปาห์ประมาณ 10% ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับค้างคาวในอินเดียที่พบ 40-50% และจากงานวิจัยไม่พบว่าสุกรหรือประชาชนในพื้นที่ที่มีค้างคาวแม่ไก่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ รวมทั้งการศึกษาจากน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยไข้สมองอักเสบย้อนหลังก็ไม่เคยพบไวรัสนิปาห์เช่นกัน

พญ.จุไรกล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณที่มีค้างคาวและกังวลเรื่องความปลอดภัย มีข้อแนะนำคือ 1.ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะมากิน ผลไม้ต้องล้างและปอกเปลือกก่อนรับประทาน เน้นอาหารถูกสุขลักษณะ และการกำจัดขยะในสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อ 2.การดูสัตว์เลี้ยง/สัตว์เศรษฐกิจโดยเฉพาะสุกร ไม่ควรเลี้ยงในบริเวณที่ค้างคาวอยู่หรือใต้ต้นไม้ที่มีค้างคาวเกาะ เพื่อป้องกันมูลค้างคาวตกสู่คอกสุกร ไม่นำผลไม้ที่มีรอยกัดแทะมาเลี้ยงสุกร และหากสัตว์ป่วยทางเดินหายใจตายให้แจ้งปศุสัตว์ทันที 3.ปิดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคให้มิดชิดป้องกันมูลและปัสสาวะค้างคาว 4.ห้ามจับสัมผัสค้างคาวที่มีชีวิตหรือตายด้วยมือเปล่า หากจำเป็นต้องจัดการซากค้างคาวให้สวมถุงมือและหน้ากากอนามัย ฝังกลบโรยด้วยปูนขาว และ 5.เฝ้าระวังตนเอง หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม สับสน ไอ หายใจเหนื่อย ให้พบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติเสี่ยง

ส่วนมาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ได้ดำเนินการดังนี้ 1.เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง 3 ส่วน คือ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยคัดกรองผู้เดินทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก หากพบผู้ป่วยสงสัยจะแยกกักและส่งต่อโรงพยาบาล, สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางการรักษา เฝ้าระวัง/สอบสวนโรค และแจ้งเตือนแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยง และชุมชน โดยเสริมระบบแจ้งเตือนผ่าน อสม./อสส. เพื่อรายงานเหตุผิดปกติในพื้นที่ 2.เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วย/ผู้ป่วยสงสัย โดยเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการในการตรวจระดับ BSL-3, สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยแยกกักผู้ป่วยต้องสงสัย ใช้ PPE ตามความเสี่ยง และจัดระบบส่งต่อ เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย 3.สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุกต่อประชาชน โดยผู้จะเดินทางไปอินเดียให้ติดตามข้อมูลสถานการณ์จากแหล่งข้อมูลทางการ หลีกเลี่ยงไปพื้นที่ที่มีรายงานระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว สุกร หรือสัตว์ป่าทุกชนิด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ เช่น ถ้ำ สวนผลไม้ หรือที่พบมูลค้างคาว ไม่รับประทานผลไม้ที่มีร่องรอยการกัดแทะ หลีกเลี่ยงดื่มน้ำผลไม้สดหรือน้ำอินทผลัมสดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก หลีกเลี่ยงการเข้าไปในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ไม่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัดและรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หลังกลับประเทศไทยให้สังเกตอาการ 21 วัน หากมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ และอาการทางเดินหายใจหรือทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินทาง และ 4.บูรณาการ One Health โดยประสานกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการ เฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย