ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.05 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังจากที่ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่เราคาดในช่วงวันก่อนหน้า ตามการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) ของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระลอกใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา ราคาทองคำจะยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า เงินบาทกลับไม่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมากนัก เนื่องจากเงินดอลลาร์สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้างด้วนเช่นกัน โดยการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นก็สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง บนประเด็นความกังวลเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรง ในช่วงวันก่อนหน้าและสร้างแรงกระเพื่อมกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland นอกจากนี้ ความปั่นป่วนของตลาดบอนด์โลก ที่กดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติมผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -2.06% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า -2.39%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.70% ท่ามกลางความกังวลสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง ASML +1.8% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare อย่าง Novo Nordisk +3.2%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง (มากกว่าที่เราประเมินไว้) ทดสอบโซน 4.30% ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่น ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดบอนด์โลก กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป และประเด็นเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินยังพอช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา เราจะประเมินไว้ว่า “หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง” แต่จากภาพตลาดบอนด์ที่ยังคงเผชิญความผันผวนสูงอยู่ ทำให้เราปรับมุมมองใหม่ว่า ผู้เล่นในตลาดควรชะลอการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวไปก่อน จนกว่าความผันผวนในตลาดการเงินจะเริ่มชะลอลง หรือตลาดกลับมาให้ความสนใจกับประเด็นแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดมากขึ้น ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ มากกว่าที่จะสนใจกับประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่เราขอเน้นย้ำว่า กลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip ยังคงเหมาะสมอยู่ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.20% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทย) เพียงแต่ผู้เล่นในตลาดอาจต้องรอให้ความผันผวนลดลงก่อนบ้าง เพื่อให้ Risk-Reward มีความคุ้มค่ามากขึ้น

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หนุนโดยการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ส่งผลกดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลง นอกเหนือจากประเด็นความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.3-98.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ที่กดดันให้บรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ยังคงหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สู่โซน 4,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ในเดือนธันวาคม รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามท่าทีของบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศยุโรป ในเวที World Economic Forum เพื่อประเมินท่าทีและแนวโน้มการตอบโต้มาตรการภาษีนำเข้าล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ขู่ว่าจะประกาศใช้มาตรการดังกล่าว หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการซื้อ Greenland

ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่มีกำหนดการจะแถลงในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายอมรับว่า เงินบาท (USDTHB) ได้แข็งค่าขึ้นมากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า โดยเงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจดำเนินต่อไปได้ จนกว่าประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทยอยคลี่คลายลง และจะพอเป็นปัจจัยหนุนเงินบาทในช่วงนี้ได้

นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต้องปรับสถานะถือครอง (Stop Loss) ซึ่งมีส่วนหนุนการแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมของเงินบาทเช่นกัน โดยเฉพาะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลุดโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 30.80-30.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้

อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง หลังเงินดอลลาร์สามารถทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง และอาจได้แรงหนุนในกรณีที่ บรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ผันผวนอ่อนค่าลง ซึ่งในสัปดาห์นี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอยู่พอควร เนื่องจากตลาดจะรับรู้ ทั้ง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ กอปรกับในระยะหลัง เรายังคงเห็นแรงขายบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจยังดำเนินต่อไปจนกว่าความปั่นป่วนในตลาดบอนด์โลกจะทยอยลดลงบ้าง ทำให้ เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็อาจเริ่มชะลอลงได้บ้าง

ทั้งนี้ เราประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซนแนวรับที่เราประเมินไว้ได้จริง จะถือว่าเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก โดยจากโมเดล Valuation ของเรา ประเมินว่า เงินบาทจะมีระดับ Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ในระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน ข้างหน้า

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.10 บาท/ดอลลาร์