กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2569 เข้มการกำกับ ติดตาม และบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับนโยบายประเทศ ตอบโจทย์สุขภาพของประชาชน

วันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซนเตอร์ แจ้งวัฒนะ กทม. นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมด้วย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ความร่วมมือเพื่อบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ : บทเรียนความสำเร็จและความท้าทายจากเขตพื้นที่” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–15 มกราคม 2569 พร้อมมอบนโยบายด้านการบริหารงบประมาณและการกำกับติดตามการใช้จ่าย โดยมี คณะผู้บริหาร คณะกรรมการบริหารการเงินการคลังสุขภาพ (CFO) สปสช.เขต ฝ่ายบริหารข้อมูลและสารสนเทศ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 200 คน

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบการให้บริการประชาชน โดยปีงบประมาณ 2569 ตามมติบอร์ดใหญ่ สปสช. เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ได้ให้ความสำคัญกับการบริการผู้ป่วยใน (IP) เป็นลำดับแรก โดยเพิ่มงบประมาณขึ้นอีก 5,450 ล้านบาท ตั้งเป้า 10.9 ล้าน Sum Adj RW ในอัตราจ่าย 8,350 บาท รวมวงเงินบริการผู้ป่วยใน 93,329 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีแผนการจัดทำงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ ปี 2569 โดยให้เป็นงบปลายปิดทั้งกองทุนผู้ป่วยใน (IP) ผู้ป่วยนอก (OP) และสร้างเสริมสุขภาพ (PP) แยกเงินเดือนระดับประเทศ ใช้ตัวเลขผลงานบริการจริง และร่วมกับสปสช. ในการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณระดับเขต 100% ขณะที่ปี 2570 จะจัดทำคำของบฯ ร่วมกับ สปสช. โดยยังคงเป็นงบปลายปิดทุกกองทุน เพิ่มอัตราจ่ายเป็น 10,000 บาท จำนวน 11.2 ล้าน RW ร่วมกับผลงานบริการจริงปี 2569 + อัตราเพิ่มตามเงินเฟ้อและศักยภาพการบริการ ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินเพิ่ม 24,869 ล้านบาท และจัดทำแผนใช้เงินบำรุงระดับประเทศ ส่วนปี 2571-2573 กำหนดอัตราจ่าย/Sum Adj RW เป็น 11,000 บาท 12,000 บาท และ 13,000 บาท ตามลำดับ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมตลอด 2 วันนี้ จะมุ่งเน้นบทบาทของคณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล (M&E) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างเป็นระบบ โดยมีการนำเสนอภาพรวมกองทุน แนวทางการจัดสรรงบประมาณ และกรอบการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจและใช้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันในการดำเนินงาน และยังมีการแบ่งกลุ่มประชุมเชิงปฏิบัติการตามประเภทบริการหลัก เช่น บริการผู้ป่วยใน บริการกรณีเฉพาะ บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค บริการปฐมภูมิและนวัตกรรม บริการด้านเอชไอวี ไตวายเรื้อรัง และกลุ่มบริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เพื่อให้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และกำหนดแนวทางการกำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละกลุ่มบริการอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป




