“รองนายกฯ ประเสริฐ” สั่งคุมเข้มบริหารจัดการเขื่อนสิริกิติ์ ช่วยลุ่มน้ำยม – น่าน  

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 12/2568 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ อาคารจุฑามาศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเลขาธิการ สทนช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า แม้ปัจจุบันอิทธิพลพายุ “คาจิกิ” จะสลายไปแล้วก็ตาม แต่หลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากฝนตกสะสม โดยเฉพาะในลุ่มน้ำยม-น่าน ที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและประสิทธิภาพการระบายน้ำ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้สั่งการให้ สทนช. ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมชลประทาน ปรับลดการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ด้านท้ายน้ำ โดยในวันนี้มีการระบายน้ำในอัตราประมาณ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน อย่างไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึงการพร่องน้ำในเขื่อนให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับรองรับฝนในช่วงฤดูฝนที่เหลือ และป้องกันไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนด้วย เนื่องจากอิทธิพลของพายุทำให้ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา มีน้ำไหลเข้าเขื่อนต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยในส่วนของเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลเข้าถึง 445 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ยังมีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ถึงร้อยละ 84 ของความจุเก็บกัก รองนายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ สทนช. ลงพื้นที่ในวันพรุ่งนี้ (30 สิงหาคม 2568) เพื่อประชุมศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ลุ่มน้ำยม – น่าน ติดตามการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหารือการลดผลกระทบจากการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์อีกครั้งในช่วงหลังจากนี้ รวมถึงจะยังคงมีการใช้กลไกศูนย์ส่วนหน้าฯ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ทั้งในลุ่มน้ำโขงเหนือและลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์ฝนโดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ที่ขณะนี้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นแล้ว มีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน และเคลื่อนเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ก่อนจะสลายตัวอย่างรวดเร็วเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งหากหย่อมความกดอากาศต่ำดังกล่าวเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่จะมีกำลังแรงขึ้น จะส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ช่วงประมาณวันที่ 31 สิงหาคมนี้ โดยต้องเฝ้าระวังในบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและชายขอบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ไปจนถึงภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 10 กันยายน ยังมีแนวโน้มเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำที่อาจพัฒนาตัวเป็นพายุได้ จึงได้กำชับให้มีการติดตามสภาพอากาศและทิศทางการเคลื่อนที่ของพายุอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ คาดว่าตั้งแต่ช่วงหลังกลางเดือนกันยายนเป็นต้นไป ฝนบริเวณตอนบนของประเทศจะเริ่มลดลง และมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่ง สทนช. จะลงพื้นที่ต่อเนื่องไปยังลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อเตรียมความพร้อม รวมถึงจะเร่งตั้งศูนย์ส่วนหน้าฯ ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำหลากอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป