
4 พฤศจิกายน 2569 โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ น้อมนำพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในการพัฒนาศักยภาพด้านเภสัชกรรมและการผลิตยาของประเทศไทย มาเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินงาน เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางยา ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงยาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยมี ดร. ภก. วัชระ กาญจนกวินกุล ผู้อำนวยการโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ พร้อมด้วยบุคลากรราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมให้การต้อนรับคณะเภสัชกรนานาชาติจากสหพันธ์สมาคมเภสัชกรรมแห่งเอเชีย (Federation of Asian Pharmaceutical Associations: FAPA) นำโดย ภก. ผดุงยศ พิสุทธาดามงคล อุปนายกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะฯ ในโอกาสเข้าศึกษาดูงาน ณ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ พระตำหนักพิมานมาศ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การประชุมวิชาการสหพันธ์สมาคมเภสัชกรรมแห่งเอเชีย ครั้งที่ 31 (FAPA 2026) ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 พฤศจิกายน 2569 โดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ได้นำเสนอศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเภสัชอุตสาหการของประเทศไทยแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการน้อมนำพระปณิธานมาสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการผลิตยา การต่อยอดงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม และขีดความสามารถในการผลิตยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางยา ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงยาคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
สำหรับการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ FAPA 2026 นับเป็นเวทีสำคัญในการรวมพลังเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมจากนานาประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความก้าวหน้าทางวิชาการ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และอุตสาหกรรมยาในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ สหพันธ์สมาคมเภสัชกรรมแห่งเอเชีย (FAPA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2507 ปัจจุบันมีองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมจาก 24 ประเทศเป็นสมาชิก มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายเภสัชกร นักวิชาการ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมยา เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนพัฒนาระบบยาให้ตอบสนองต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ เป็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมจากพระดำริและพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านเภสัชกรรมของประเทศ และการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตยาที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตยาที่จำเป็นต่อการรักษาได้ด้วยตนเอง โรงงานแห่งนี้จึงเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าแห่งแรกของประเทศไทย โดยมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีการผลิต ระบบควบคุมคุณภาพ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้มาตรฐานการผลิตยาระดับสากล อีกทั้งได้รับการออกแบบให้รองรับการต่อยอดงานวิจัยทางเภสัชกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสูตรตำรับ การพัฒนากระบวนการผลิต ไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และผลงานวิจัยให้สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
หนึ่งในผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม คือ การพัฒนาและผลิตยาอิมครานิบ (IMCRANIB) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ อิมาทินิบ (Imatinib) ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าชนิดรับประทาน ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาและผลิตยาที่มีความซับซ้อนสูงด้วยขีดความสามารถของตนเอง นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ด้านเภสัชอุตสาหการ เพิ่มทางเลือกด้านผลิตภัณฑ์ยา ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษามากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากความสำเร็จด้านการผลิตยาแล้ว แนวทางการพัฒนาเภสัชอุตสาหการที่โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำรินำเสนอต่อเครือข่ายเภสัชกรรมจากนานาประเทศในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการวางรากฐานระบบวิจัยและพัฒนาเภสัชภัณฑ์อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตยาของภาครัฐ การสนับสนุนงานวิจัยให้สามารถต่อยอดสู่การผลิตจริง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยและพัฒนาเภสัชภัณฑ์ที่เข้มแข็งสามารถสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยาที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การรวมตัวของเครือข่ายเภสัชกรรมจากประเทศสมาชิก FAPA ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา การพัฒนากระบวนการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยาในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง ลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยา และเสริมสร้างความพร้อมของระบบสาธารณสุขในการรองรับความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต
การได้รับเลือกให้เป็นกรณีศึกษาด้านการพัฒนาเภสัชอุตสาหการบนเวที FAPA 2026 สะท้อนถึงบทบาทของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในการสืบสานพระปณิธานขององค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผ่านการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเภสัชกรรมของไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ โดยมีโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรและประเทศสมาชิก เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และขีดความสามารถในการผลิตยา อันจะนำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมยาและสร้างความมั่นคงทางยาในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน
อนึ่ง “ความมั่นคงทางยา ไม่ได้หมายถึงเพียงการที่ประเทศสามารถผลิตยาได้ด้วยตนเอง แต่คือการสร้างศักยภาพในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นยาที่มีคุณภาพ พร้อมส่งต่อประโยชน์สู่การรักษาจริง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” นี่คือเป้าหมายสำคัญของการน้อมนำพระปณิธานมาสู่การปฏิบัติและสืบสานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาเภสัชกรรมและอุตสาหกรรมยาที่เข้มแข็ง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงทางยาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (URL: https://www.cra.ac.th )
















