ชู Living Will ดูแลชุมชน ใช้ กปท. หนุน ดึง ‘วัด-ท้องถิ่น’ ขับเคลื่อน ‘ตายดี’

เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ผลักดัน ‘Living Will’ หนุนประชาชนกำหนดแนวทางรักษาในวาระท้ายของชีวิตตามความต้องการของตนเอง ชูบทบาทวัด ท้องถิ่น และกองทุนสุขภาพชุมชน ร่วมสร้างความเข้าใจ-พัฒนาระบบดูแลแบบประคับประคอง เสนอเชื่อมหลักพุทธศาสนา การแพทย์ และกฎหมาย ลดการรักษายื้อชีวิตที่ไม่จำเป็น มุ่งให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ มีศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก “สังคมอยู่ดีมีพลัง : นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งภายในงานมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ “เสียงของชีวิต พลังของชุมชน เชื่อม Living Will กับการดูแลชุมชน” ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสิทธิการแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 รวมถึงแนวทางเชื่อมโยงการดำเนินงานกับกลไกกองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพในระยะท้ายตามความประสงค์ของตนเอง

รศ.ดร.เกศินี ประทุมสุวรรณ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เขตพื้นที่ 5 เปิดเผยว่า การสื่อสารในเรื่องการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ (Living Will) ตามมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กับประชาชนในระดับชุมชนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากยังมีผู้มองว่าการพูดถึงความตายเป็นเรื่องอัปมงคล หรืออาจถูกตีความว่าไม่กตัญญูต่อบุพการี ขณะที่บางส่วนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพินัยกรรมชีวิตเป็นเรื่องเดียวกับพินัยกรรมมรดก หรือหมายถึงการปฏิเสธการรักษาพยาบาลทั้งหมด

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนให้เข้าถึงประชาชนจำเป็นต้องปรับวิธีการสื่อสาร โดยเริ่มต้นจากการพูดคุยเรื่องคุณภาพชีวิตและการวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ช่วงที่ยังมีสุขภาพดี ก่อนเชื่อมโยงไปสู่การดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างแกนนำชุมชนที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือระหว่างประชาชน ครอบครัว หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรท้องถิ่น

 นายพนมศักดิ์ เอมอยู่ อดีตผู้อำนวยการกลุ่มงานขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติภาคท้องถิ่นและภาคประชาชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 3 นครสวรรค์ (สปสช. เขต 3 นครสวรรค์) กล่าวว่า การส่งเสริมความรู้เรื่อง Living Will และการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายสามารถเชื่อมโยงเข้ากับกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ได้ โดยสามารถนำงบประมาณมาสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ การสร้างความรู้ความเข้าใจ และการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชนเกี่ยวกับการวางแผนดูแลสุขภาพในระยะท้ายได้ตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ สามารถให้หน่วยบริการสุขภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นผู้เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ โดยต้องกำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย กิจกรรม งบประมาณ และแนวทางประเมินผลอย่างชัดเจน รวมถึงบรรจุโครงการไว้ในแผนสุขภาพชุมชนให้ทันรอบปีงบประมาณ เช่น การดำเนินงานที่วัดหนองกระดูกเนื้อ จ.นครสวรรค์ ซึ่งพัฒนาจากการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงไปสู่การจัดตั้งสถานชีวาภิบาล โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการดูแลระยะยาวและการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายกับระบบบริการสุขภาพและชุมชน

นางสายพิณ ศิริภักดิ์ เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า เครือข่ายได้ร่วมกับ สช. ขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะชุมชนมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 3–4 ปี ก่อนขยายประเด็นการดำเนินงานไปสู่เรื่องการวางแผนชีวิตและการดูแลสุขภาพในระยะท้าย โดยปัจจุบันเครือข่ายขยายการดำเนินงานจากพื้นที่ต้นแบบ 3 แห่ง ไปยังพื้นที่ขยายอีก 8 แห่ง รวม 11 พื้นที่

ทั้งนี้ แกนนำกองทุนสวัสดิการชุมชนมีข้อตกลงร่วมกันในการบรรจุเรื่อง Living Will และการดูแลสุขภาพในระยะท้ายไว้ในธรรมนูญกองทุน เพื่อใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนงานในชุมชน ทั้งนี้ เริ่มมีประชาชนและแกนนำสนใจจัดทำพินัยกรรมชีวิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Living Will) แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความเข้าใจของสมาชิกครอบครัว โดยเฉพาะความกังวลของลูกหลานต่อการตัดสินใจไม่ยื้อชีวิต จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุ ครอบครัว และผู้ดูแล เพื่อให้การแสดงเจตนาเป็นไปโดยสมัครใจและเคารพสิทธิของแต่ละบุคคล” นางสายพิณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติยังมีการจัดเวที “พินัยกรรมชีวิตวิถีพุทธ (Buddhist Living Will) อยู่ดี ตายดี เกิดดี ไม่เกิดไม่ตายดีที่สุด” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำหลักพระพุทธศาสนามาเชื่อมโยงกับสิทธิการแสดงเจตนาตามกฎหมายและระบบการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

พระอาจารย์แสนปราชญ์ ปัญญาคโม วัดป่าโนนสะอาด จ.นครราชสีมา กล่าวว่า การพัฒนารูปแบบพินัยกรรมชีวิตวิถีพุทธเกิดจากการนำองค์ความรู้ 3 ด้าน ได้แก่ พระพุทธศาสนา การแพทย์ และกฎหมาย มาบูรณาการร่วมกัน ภายใต้แนวคิดที่ว่าการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายไม่ควรมุ่งรักษาเฉพาะร่างกาย แต่ต้องให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจและการเตรียมความพร้อมทางจิตวิญญาณด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะและสามารถเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

สำหรับพินัยกรรมชีวิตวิถีพุทธที่พัฒนาขึ้น ครอบคลุมทั้งการแสดงความประสงค์รับบริการทางการแพทย์ รวมถึงการดูแลแบบประคับประคอง การแสดงเจตนาให้มีการดูแลด้านจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา และการใช้สิทธิตามกฎหมายในการปฏิเสธบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย ทั้งนี้ วัดป่าโนนสะอาดได้พัฒนาสถานชีวาภิบาลและเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยบริการสุขภาพ เพื่อให้การส่งต่อผู้ป่วยระยะท้ายสอดคล้องกับความประสงค์ของผู้ป่วย และให้ความสำคัญกับการบรรเทาความทุกข์ทรมานควบคู่กับการดูแลด้านจิตใจ

นพ.สุผล ตติยนันทพร รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (อบจ.นครราชสีมา) กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของการขับเคลื่อน Living Will คือการทำให้ระบบบริการสุขภาพสามารถรองรับความต้องการของผู้ป่วย เนื่องจากปัจจุบันการเข้าสู่กระบวนการดูแลแบบประคับประคองส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายหลังแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิตแล้ว ทั้งที่ประชาชนควรมีโอกาสวางแผนการดูแลตนเองตั้งแต่ยังมีสุขภาพดี ขณะเดียวกัน ระบบโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการรักษาเพื่อยื้อชีวิต จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว เพื่อให้การรักษาเป็นไปตามความเหมาะสมและความประสงค์ของผู้ป่วย

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนระบบดูแลผู้ป่วยระยะท้ายจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารหน่วยบริการ ทั้งการจัดสรรบุคลากร เตียงสำหรับดูแลแบบประคับประคอง ยาบรรเทาอาการ และระบบบริการที่เชื่อมโยงไปถึงบ้านของผู้ป่วยด้วย

น.อ.นพ.พรศักดิ์ ผลเจริญสมบูรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยาและการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมการแพทย์ทหารเรือ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานพบว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยระยะท้ายจำนวนมากมักเป็นหน้าที่ของบุตรหลานและแพทย์ผู้รักษา โดยไม่ได้รับทราบความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ป่วย ส่งผลให้บางรายต้องเผชิญกับการรักษาที่สร้างความทุกข์ทรมานและไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตที่ผู้ป่วยต้องการ ดังนั้นประชาชนควรได้รับการส่งเสริมให้จัดทำพินัยกรรมชีวิตตั้งแต่ยังสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง พร้อมสื่อสารความประสงค์ดังกล่าวให้สมาชิกครอบครัว บุคคลใกล้ชิด และแพทย์ผู้รักษารับทราบ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในการตัดสินใจเมื่อเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต

ผศ.ดร.นิสากร วิบูลชัย ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา กล่าวว่า การขับเคลื่อนสิทธิการแสดงเจตนาตามมาตรา 12 ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและความเข้าใจของประชาชน จึงจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบการดูแลที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์และการดูแลแบบประคับประคอง หลักกฎหมาย และหลักพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา ได้ร่วมมือกับวัดป่าโนนสะอาดในการพัฒนาการเรียนรู้ด้านการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย โดยนำนักศึกษาพยาบาลเข้าศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องการดูแลแบบองค์รวม และปลูกฝังทักษะการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพัฒนาหลักสูตร “พุทธบริบาล” เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ทั้งพระสงฆ์ แม่ชี และประชาชนทั่วไป โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรอบรมระยะสั้น 3 วัน 2 คืน ที่บูรณาการความรู้ด้านการดูแลแบบประคับประคอง สิทธิการแสดงเจตนาตามมาตรา 12 และการดูแลจิตใจตามหลักพระพุทธศาสนา ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่หลักสูตรที่มุ่งสร้างผู้ดูแลซึ่งสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยในสถานชีวาภิบาลและเครือข่ายชุมชนได้ ซึ่งการพัฒนาบุคลากรดังกล่าวไม่เพียงมุ่งดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้าย แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจของผู้ดูแล ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอย่างครบวงจร