ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กลับมาเปิดบริการตามปกติแล้ว ภาพรวมสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสะสมทั้ง 178 แห่ง เปิดบริการครบ 100% กำชับเตรียมยกระดับความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข รับมือฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ระหว่างวันที่ 5–12 พ.ย.นี้ เน้นเฝ้าระวังภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก ปกป้องสถานพยาบาล ให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับให้เน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง ปกป้องสถานพยาบาล และจัดให้ระบบบริการสุขภาพเกิดความต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงฟื้นฟูให้สถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบกลับมาให้บริการได้ตามปกติโดยเร็ว ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันนี้สถานการณ์อุทกภัยและระบบบริการสุขภาพในภาพรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ขณะนี้สถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบสะสมทั้ง 178 แห่งทั่วประเทศ สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ครบ 100% แล้ว โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นสถานพยาบาลแห่งสุดท้ายที่ปิดบริการบางส่วน ได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติเรียบร้อยแล้ว แม้ระบบน้ำและระบบจ่ายกลางจะยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงให้สมบูรณ์ 100% ส่วนภาพรวมพื้นที่ประสบภัย ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ใน 9 จังหวัด แต่มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ศูนย์พักพิงเปิดลดลงเหลือ 79 แห่ง รองรับผู้พักพิง 1,245 ราย
นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยยังมีแนวโน้มเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกหนักหลายระลอก โดยช่วงวันที่ 5–7 พฤศจิกายน ไทยตอนบนอาจมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่ภาคใต้มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 7–12 พฤศจิกายน และอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง สตูล นราธิวาส และยะลา จำเป็นต้องติดตามพยากรณ์รอบใหม่อย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมระบบบริการสุขภาพก่อนเกิดผลกระทบ ไม่รอให้สถานพยาบาลถูกน้ำท่วมหรือเส้นทางถูกตัดขาด เน้นป้องกันการสูญเสียชีวิต และทำให้ประชาชนยังเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเสนอให้เขตสุขภาพและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดำเนินมาตรการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1.ประเมินความเสี่ยงสถานพยาบาลเชิงรุก โดยเฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่เชิงเขา ทางน้ำผ่าน และพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2.เตรียมความพร้อมระบบบริการสำคัญ ทั้งไฟฟ้า น้ำสำรอง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิง ออกซิเจน ยา และเวชภัณฑ์ เพื่อให้สามารถรักษาบริการฉุกเฉินและบริการสำคัญต่อชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง 3.เตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการส่งต่อผู้ป่วย ตรวจสอบเส้นทางสำรองและเครือข่ายโรงพยาบาลรองรับกรณีเส้นทางคมนาคมได้รับผลกระทบ 4.ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาและการรักษาอย่างต่อเนื่อง และ 5.ยกระดับการเฝ้าระวังและประสานงานผ่านระบบ PHEOC ติดตามข้อมูลฝน ระดับน้ำ และสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อเตรียมสนับสนุนบุคลากร เวชภัณฑ์ และทรัพยากรระหว่างพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วเมื่อจำเป็น
“ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานทางการอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมและน้ำไหลเชี่ยว หากมีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและข้อมูลการรักษาที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เมื่อมีการแจ้งเตือนภัยหรืออพยพ” นพ.สมฤกษ์กล่าว

