“วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” ปาฐกถาพิเศษในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ชี้ โลกกำลังเผชิญ “หลายปัญหาทับซ้อนกัน” ที่แม้แต่นักยุทธศาสตร์ก็ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทั้ง “เศรษฐกิจถดถอย ภาวะโลกร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ภูมิรัฐศาสตร์” พร้อมแนะ ไทยจะไปต่อได้ “ภาครัฐ – ประชาสังคม” ต้องบูรณาการกัน

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกใหม่: สร้างสังคมที่มีพลังด้วยนวัตกรรมและหัวใจ” ภายในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 – 29 ต.ค. 2569 ภายใต้ประเด็นหลัก “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

นายวีระศักดิ์ เปิดเผยว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่มีนักยุทธศาสตร์คนไหนเคยเห็นมาก่อน อย่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งแม้จะสามารถจัดการได้ภายใน 3 ปี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่ซัพพลายเชนต่างๆ สะดุดตัวลง จนทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดการถดถอย ยังคงส่งผลต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องภาวะโลกร้อน และความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภาวะที่แม้แต่มนุษย์ก็ไม่รู้จัก รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศของโลก โดยอาจทำให้อาหารแพงและปริมาณลดลง และอีกปัญหาที่สำคัญคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดสงคราม และการกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรง ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และภาวะเงินเฟ้อ จนนำมาสู่ข้าวยากหมากแพง เหล่านี้คือปัญหาที่ซ้อนอยู่
ส่วนประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบ และกำลังเผชิญปัญหาหลายเรื่อง เช่น กรณีน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา หรือปัญหาไฟป่า ซึ่งการจะแก้ไขจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือกัน ทว่าที่ผ่านมายังไม่ค่อยเกิดขึ้นจริง เพราะจะปล่อยให้ภาครัฐทำฝ่ายเดียวคงไม่พอ ต้องดึงภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมด้วย แต่การจะทำได้ ทุกฝ่ายต้องเอื้อให้เกิดสิ่งเหล่านั้นได้ ผ่านการทำงานเป็นเครือข่าย รวมถึงการยอมรับข้อจำกัดของกันและกัน

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างเรื่องนวัตกรรมในการช่วยเหลือ เมื่อเกิดปัญหาหรือภัยพิบัติ ซึ่งไทยมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่ถ้าจะให้ดีควรต้องให้ภาคประชาสังคมเป็นเจ้าของ และให้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่สนับสนุน เพราะทุกวันนี้มีแอปฯ ในการทำเรื่องต่างๆ ทางสังคมเมื่อต้องเผชิญภัยพิบัติจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ใช่ของส่วนกลาง ซึ่งจะรองรับตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ
ขณะที่แอปฯ ของภาคประชาสังคม ไม่มีการแยกตามบทบาท เช่นกรณี Jitasa.care ที่เป็นความร่วมมือกันของภาควิชาการ และภาคเอกชนในการพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันแผนที่ดิจิทัล สำหรับทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล ประสานงาน และจัดสรรความช่วยเหลือ ทั้งจากผู้ประสบภัย และหน่วยงาน หรือผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ โดยช่วงที่ผ่านมาเว็บแอปฯ นี้ถูกใช้ทั้งในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 หรืออย่างล่าสุดตอนน้ำท่วมก็มีการนำมาใช้

ภายในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ยังได้มีการรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา โดยมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ถูกกำหนดให้มีการรายงานความก้าวหน้าในครั้งนี้ มีทั้งหมด 3 มติ ได้แก่ 1. มติระบบสุขภาวะทางจิต เพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง 2. มติพลิกโฉมกำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะ และ 3. มติการท่องเที่ยวแนวใหม่ สู่สุขภาวะและเศรษฐกิจไทยยั่งยืน
นอกจากนี้ ในปี 2569 ภาคีเครือข่ายยังได้นำมติสมัชชาสุขภาพไปขับเคลื่อน จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม จำนวน 22 มติ จากมติที่กำลังขับเคลื่อนทั้งหมด 55 มติ โดยได้มีการรายงานตัวอย่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ถูกขับเคลื่อนจนเกิดเป็นผลสำเร็จ ได้แก่ 1. มติการจัดการเชิงระบบสู่ประเทศใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล โดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง 2. มติพลิกโฉมกำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะ และ 3. มติระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งนำเสนอโดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนและติดตามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข
ส่วนตัวอย่างมติสมัชชาสุขภาพด้านสังคมและสุขภาวะที่ขับเคลื่อนจนเกิดเป็นผลสำเร็จ ได้แก่ 1. มติการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง และข้อเสนอเชิงนโยบายจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง 2. มติวิถีเพศภาวะ: เสริมพลังสุขภาวะครอบครัว และ 3. มติการส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ นำเสนอโดย ผศ. พงศ์เทพ สุธีรวุฒิ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนและติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสังคมและสุขภาวะ
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติผ่านหน่วยงานต่างๆ ในส่วนกลางแล้ว สช. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ยังมีการนำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติไปขับเคลื่อนผ่านนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ ด้วยกลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัด และคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจนเกิดเป็นนโยบายสาธารณะที่ทุกภาคส่วนยอมรับ และนำไปสู่การแก้ปัญหา ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีสุขภาวะที่ดี จนเกิดเป็นรูปธรรม
นพ.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับในรอบปี 2569 มีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ถูกนำไปขับเคลื่อนรวมจำนวน 19 มติ ส่วนมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นมี 3 มติ และมีนโยบายสาธารณะอื่นๆ ที่ได้ร่วมขับเคลื่อน 2 เรื่อง โดยขอตัวอย่างการขับเคลื่อนมติที่มีความโดดเด่น เช่น มติชุมชนเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด, มติการสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย, มติระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง, มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยการเฝ้าระวังผลกระทบและคุ้มครองสุขภาวะประชาชน กรณีสารพิษเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง, นโยบายสาธารณะการเตรียมรองรับสังคมสูงวัย และประเด็นการจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ฝ่น PM2.5
“เหล่านี้เป็นตัวอย่างมติที่มีการขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ ที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายได้ร่วมมือสานพลังกัน และทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ การนำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และทำให้สุขภาวะในพื้นที่ต่างๆ เกิดขึ้นได้จริง” นพ.สุเทพ กล่าว
ศ. คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) กล่าวว่า นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้มีการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาแล้วจำนวน 18 ครั้ง และมีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เครือข่ายมีฉันมติร่วมกัน รวมจำนวน 103 มติ ซึ่งการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเหล่านี้ ทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้ง คมส. ขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ และสนับสนุนความร่วมมือในการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
“คมส. ยังคงยึดหลักการการสานพลังความร่วมมือ ซึ่งเป็นการสร้างการรับรู้ทางสังคม ผ่านการทำงานแบบเครือข่ายที่เน้นการเสริมพลังทางบวก เพื่อให้เกิดการต่อยอดงานและสร้างคุณค่าในการทำงานให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน” ศ. คลินิก นพ.สุพรรณ กล่าว

