สธ.กำชับ 5 เขตสุขภาพ เฝ้าระวังฝนหนักมากระลอกใหม่ 30 ต.ค. – 8 พ.ย.นี้ ย้ำดูแลกลุ่มเปราะบาง ปกป้องสถานพยาบาลเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำชับ 5 เขตสุขภาพ ในตะวันออก ภาคใต้ และภาคกลาง เฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากระลอกใหม่และความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ ช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 8 พ.ย.นี้ เน้นดูแลกลุ่มเปราะบาง ปกป้องสถานพยาบาล และรักษาความต่อเนื่องบริการสุขภาพ ขณะที่พื้นที่น้ำท่วมเดิมเหลือ 12 จังหวัด เข้าสู่ระยะฟื้นฟู ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ระบบบริการสุขภาพเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ โรงพยาบาลสามารถเปิดบริการได้ทุกแห่ง

วันที่ 31 ตุลาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยยังมีใน 12 จังหวัด หลายพื้นที่เข้าสู่ระยะฟื้นฟู เนื่องจากผู้พักพิงและหมู่บ้านได้รับผลกระทบลดลง โดยศูนย์พักพิงเปิดเหลือ 80 แห่ง ผู้พักพิงเหลือ 1,347 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ระบบบริการสุขภาพเกือบกลับสู่ภาวะปกติ โดยสถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบสะสม 178 แห่ง สามารถเปิดบริการได้ทั้งหมด แต่ยังมี 1 แห่งที่เปิดบริการบางส่วน คือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่กลับเข้าสู่การเฝ้าระวัง คือ จ.ภูเก็ตที่กลับมามีสถานการณ์ รวมถึงช่วงวันที่ 30 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2569 ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก ทั้งนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมุ่งลดการสูญเสียชีวิต ปกป้องสถานพยาบาล และรักษาความต่อเนื่องของบริการสุขภาพ โดยเฉพาะเขตสุขภาพที่ 4 5 6 11 และ 12 เน้นประเมินพื้นที่เสี่ยงและความพร้อมของสถานพยาบาล ตรวจสอบระบบต่างๆ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำสำรอง เวชภัณฑ์ และแผนความต่อเนื่องของบริการ เตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการส่งต่อผู้ป่วย เส้นทางสำรอง การดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต และกลุ่มเปราะบาง

นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก จะเริ่มจากภาคตะวันออกก่อน (ตราด ระยอง จันทบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก) ในช่วงวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน ตามด้วยภาคใต้ (ยะลา ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง นราธิวาส สงขลา พังงา) ช่วงวันที่ 3-6 พฤศจิกายน และภาคกลาง (สระบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี) ที่เสี่ยงต่อเนื่องและขยายพื้นที่ในช่วง 6-8 พฤศจิกายน ทั้งนี้ ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนสูงสุดเพียงวันเดียว ต้องพิจารณาฝนตกซ้ำพื้นที่เดิมและฝนสะสมร่วมด้วย โดยมีระดับน้ำในลำน้ำและความสามารถในการระบายน้ำเป็นตัวแปรสำคัญ รวมถึงพื้นที่ภูเขา ต้นน้ำ ชุมชนลุ่มต่ำ และพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังเดิมควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ขอให้ติดตามฝนสะสม ระดับน้ำ และประกาศเตือนภัยเพื่อยกระดับการตอบโต้ก่อนเกิดผลกระทบ พร้อมรายงานสถานการณ์และความพร้อมผ่านกลไก PHEOC และแจ้งเหตุเร่งด่วนเมื่อพบสัญญาณอันตราย