วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์” อาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ณ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบ 9 ปี สทนช. โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เลขาธิการ สทนช. พร้อมข้าราชการและประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายเอื้อน ขุนแก้ว ผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พลตำรวจโท นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. พร้อมข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ จากนั้น เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล จบแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. และนางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนช. เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์การก่อสร้างอาคารชลพิพัฒน์ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ทรงเปิดอาคารชลพิพัฒน์ สทนช. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารชลพิพัฒน์” พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เจ้าพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ จากนั้น เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา ทรงลาพระสงฆ์
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปทรงปลูก “ต้นรวงผึ้ง” พรรณไม้ประจำพระองค์ เสร็จแล้ว เสด็จฯ เข้าภายในอาคารชลพิพัฒน์ ทอดพระเนตรนิทรรศการผลการดำเนินงานของ สทนช. “9 ปี แห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ปีที่ 10 เพื่อการวิวัฒนาก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ” ณ บริเวณโถงชั้น 1 โดยพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. กราบบังคมทูลรายงานรายละเอียดเนื้อหานิทรรศการ ต่อมา เสด็จฯ ไปยังห้องประทับรับรองชั้น 16 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก จากนั้น เสด็จไปยังบริเวณฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรด้านทรัพยากรน้ำ จำนวน 3 ชุด และเสด็จฯ ไปยังชั้น 1 และพระราชทานระบรมราชวโรกาสให้ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. น้อมเกล้าฯ ถวาย “เรืออนันตนาคราชจำลอง” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทูลเกล้าฯ ถวายผ้าไหมเทคนิคผสมลาย “สายธารพระบารมี มหานทีพันธุ์อุดม” แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เมื่อสมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

สำหรับอาคารที่ทำการของ สทนช. นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารว่า “อาคารชลพิพัฒน์” (คำอ่าน ชล-ละ-พิ-พัด) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 หมายถึง อาคารเป็นที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้วิวัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีลักษณะเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความสูง 16 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ภายในกรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ภายในอาคารได้เตรียมความพร้อมพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน รวมถึงห้องปฏิบัติการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นศูนย์กลางรวบรวมและประมวลผลข้อมูลน้ำของประเทศ อันเป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและแสดงผลงาน หัวข้อ “9 ปี แห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ปีที่ 10 เพื่อการวิวัฒนาก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ” มีเนื้อหาถึงความก้าวหน้า ผลสัมฤทธิ์ และแนวทางการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่ สทนช. ดำเนินการในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนวิสัยทัศน์และแผนขับเคลื่อนงานในทศวรรษใหม่ เพื่อเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาภัยด้านน้ำในทุกมิติ ควบคู่การเสริมสร้างความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการคาดการณ์ฝนและการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างสะดวกและเข้าใจง่าย และเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต ช่วยป้องกันและลดผลกระทบได้ทันท่วงที ตลอดจนเสริมศักยภาพผู้นำชุมชนให้สามารถ “รู้ รับ ปรับตัว” ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เตรียมพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป






















