สทนช. ครบรอบ 9 ปี พร้อมเดินหน้าสู่ทศวรรษใหม่ ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำยั่งยืน-เร่งแก้ไขปัญหาภัยด้านน้ำในทุกมิติ ผสานความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศ ชูระบบ clpp-radar.onwr.go.th เครื่องมือติดตามข้อมูลฝนที่แม่นยำ เสริมศักยภาพผู้นำชุมชน “รู้รับ-ปรับตัว” ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครบรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา สทนช. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และนโยบายของรัฐบาล ผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มุ่งเน้นการบูรณาการการรับมือภัยธรรมชาติ การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน-ฤดูแล้ง และการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ โดยผลการดำเนินงานตามแผนฯ สะสมช่วงปี 2566 – 2569 สามารถพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านได้ 87,990 ครัวเรือน เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 776 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 1.69 ล้านไร่ ปรับปรุงลำน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 324.73 กิโลเมตร กำจัดวัชพืชเฉลี่ยปีละ 31 ล้านตัน ปลูกป่าต้นน้ำ 106,166 ไร่ ตลอดจนจัดสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวม 6 แห่ง
การบูรณาการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการและงบประมาณปี 2570
สำหรับการจัดทำแผนงานโครงการ กนช. ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 378,060.6075 ล้านบาท จำนวน 49,415 รายการ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ได้เห็นชอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ด้านทรัพยากรน้ำ วงเงินรวม 106,919.8320 ล้านบาท รวม 9,342 รายการ ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ แผนงานตามภารกิจของหน่วยงาน (Function) แผนงานบูรณาการ (Agenda) และแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (Area) โดยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 1.36 ล้านไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 657,376 ครัวเรือน พื้นที่ได้รับการป้องกันภัยจากน้ำ 386,869 ไร่ เพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำ 326.67 ล้านลูกบาศก์เมตร ป้องกันตลิ่ง 313,453 เมตร พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 1,008 แห่ง และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง 2 แห่ง
การบริหารจัดการภัยพิบัติตามฤดูกาลและพื้นที่ยุทธศาสตร์
ในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ สทนช. ได้ขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการน้ำทั้งเชิงรุกและเชิงป้องกันอย่างเข้มข้น โดย 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 เน้นการคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง ปรับเกณฑ์บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ขณะเดียวกันได้ขับเคลื่อน 8 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 สามารถเพิ่มความจุแหล่งน้ำได้ถึง 8.01 ล้านลูกบาศก์เมตร พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลได้ 353 แห่ง และเจาะบ่อน้ำตื้น 209 บ่อ พร้อมจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศได้ 26,876 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามแผนอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ สทนช. ยังได้ต่อยอดไปสู่การวางรากฐานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในระยะยาวรายพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ คณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย “หาดใหญ่โมเดล”, คณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคณะทำงานจัดทำแผนงานการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและอุทกภัยให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการกำหนดแผนงานแก้ไขปัญหาระยะยาว ครอบคลุมทั้งมาตรการโครงสร้างทางวิศวกรรมและมาตรการไม่ใช้โครงสร้าง ควบคู่กับการยกระดับแผนเผชิญเหตุ การจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ ตลอดจนคู่มือสำหรับประชาชนเพื่อรับมืออุทกภัยได้อย่างทันท่วงที
เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ
สทนช. ได้ยกระดับเครื่องมือบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ ทั้งระบบติดตามสถานการณ์น้ำ (National Thai Water : NTW) ทางเว็บไซต์ ntw.onwr.go.th และแอปพลิเคชัน ระบบแสดงผลสถานการณ์น้ำเชิงแผนที่ (Super Map) ทางเว็บไซต์ supermap.onwr.go.th และระบบบัญชีสถานีตรวจวัด (Thai Water Station : TWS) ทางเว็บไซต์ tws.onwr.go.th นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบ clpp-radar.onwr.go.th รวมข้อมูลเรดาร์ 23 สถานีทั่วประเทศ เพื่อคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมงถึงระดับตำบล เพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่มได้แม่นยำแบบไร้รอยต่อ

พร้อมกันนี้ สทนช. ได้ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านน้ำ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 6 ที่มุ่งสร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาลให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน ผ่านความร่วมมือทวิภาคีกับเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ฮังการี สหรัฐอเมริกา สปป.ลาว และมาเลเซีย ควบคู่กับการแสดงบทบาทสำคัญในระดับพหุภาคี ทั้ง UN, UNESCO-IHP, AWC, MLC และ MRC ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดทำร่างปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงในปี 2570 ตลอดจนการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขงผ่านภาคีเครือข่ายร่วมกับ สปป.ลาว ซึ่งความร่วมมือระดับสากลทั้งหมดนี้ มุ่งผลสัมฤทธิ์สู่ประชาชน ทั้งการป้องกันและลดความเสี่ยงจากมลพิษข้ามพรมแดน เสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไทยจะมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ เท่าเทียม และปลอดภัยในทุกวิกฤต
กฎหมายและการก้าวสู่ปีที่ 10
ด้านการพัฒนากฎหมายและกลไกเชิงพื้นที่ สทนช. ประสบความสำเร็จในการประกาศ “ผังน้ำ” ในราชกิจจานุเบกษาครบถ้วนทั้ง 22 ลุ่มน้ำ เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงการพัฒนาพื้นที่และป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการลุ่มน้ำทั่วประเทศ การประเมินผลเพื่อปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง อาทิ กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าใช้น้ำและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
“สำหรับการก้าวสู่ปีที่ 10 สทนช. พร้อมยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไปอีกขั้น โดยมุ่งขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก (Early Action) ตามแนวคิด ‘การคาดการณ์และรับมือล่วงหน้าก่อนเกิดภัย’ เปลี่ยนจากการตั้งรับและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สู่การวางแผนป้องกันภัยล่วงหน้าอย่างเป็นระบบผ่านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะยาว ตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถ ‘รู้ รับ และปรับตัว’ ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือวิกฤตน้ำทุกมิติ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย





