เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ จังหวัดสมุทรปราการ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี Groundbreaking Ceremony โรงงานกาแฟของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด

โดยนายวราวุธ กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมในการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมการผลิตด้านการเกษตร ว่า เราไม่ได้มารวมตัวกันเพียงเพื่อประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งใหม่เท่านั้น แต่เรากำลังมาร่วมกันสร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย สำหรับคนไทยหลายชั่วอายุคน เนสท์เล่เป็นมากกว่าแบรนด์ระดับโลก แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเรา ตั้งแต่การดูแลโภชนาการของเด็กเล็กด้วยซีรีแล็ค การเติมพลังให้เยาวชนด้วยไมโล ไปจนถึงการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกลิ่นหอมของกาแฟเนสกาแฟและเนสเพรสโซ เนสท์เล่จึงเปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิดที่ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวไทยมาอย่างยาวนาน ผ่านคนหลายรุ่นและในทุกช่วงวัยของชีวิต

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านบาทแห่งนี้ เพิ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และวันนี้ในเดือนตุลาคม เราก็พร้อมที่จะเริ่มต้นการก่อสร้างแล้ว จากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนสู่พิธีวางศิลาฤกษ์ ภายในเวลาเพียงสามเดือน เป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อองค์กรธุรกิจระดับโลกได้ร่วมมือกับภาครัฐที่มุ่งมั่นเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง เราสามารถสร้างผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเพียงใด สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยความรวดเร็วและความมุ่งมั่น ให้ทันต่อการแข่งขันของโลกยุคใหม่

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตนมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานอุตสาหกรรมชั้นนำที่สร้างมูลค่าสูง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง เรากำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ ผ่านยุทธศาสตร์ AI² หรือ AI ยกกำลังสอง เราจะนำปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบอัตโนมัติขั้นสูง และการผลิตอัจฉริยะ มาใช้ยกระดับผลิตภาพ เพิ่มคุณภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก รวมถึงจะต่อยอดความแข็งแกร่งจากรากฐานทางการเกษตรของประเทศไทย ผสานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อแปรเปลี่ยนทรัพยากรทางการเกษตรของเราให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงสำหรับตลาดโลก
นายวราวุธ กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมไม่อาจวัดได้จากเพียงขนาดของโรงงาน ปริมาณการผลิต หรือมูลค่าของเงินลงทุนอีกต่อไป เพราะความเป็นผู้นำทางอุตสาหกรรมที่แท้จริง จะต้องวัดจากสิ่งที่เราสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราผลิตออกมา คุณค่าที่สร้างให้กับเศรษฐกิจ คุณค่าที่สร้างให้กับประชาชน และคุณค่าที่สร้างให้กับโลกของเรา นี่คือเหตุผลที่หลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG จะต้องเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ตนขอเน้นย้ำประเด็นสำคัญประการหนึ่งว่า อนาคตของภาคการผลิต ไม่ใช่การนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มศักยภาพให้กับมนุษย์ด้วยระบบหุ่นยนต์ขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ และวิทยาศาสตร์การอาหาร ในด้านสิ่งแวดล้อม ตนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ การสนับสนุนเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่ร้อยละ 30 ภายในปี 2030 หรือ 30 by 30 ของประเทศไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิผลอื่น ๆ ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม และการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เป้าหมายที่ขัดแย้งกัน แต่ทั้งสองสิ่งคือรากฐานสำคัญที่ต้องก้าวไปด้วยกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
นายวราวุธ กล่าวตอนท้ายว่า ตนขอยืนยันถึงพันธสัญญาสำคัญประการหนึ่ง รัฐบาลไทยพร้อมที่จะยืนเคียงข้างและสนับสนุนนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างเนสท์เล่อย่างเต็มกำลัง นักลงทุนที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาสู่ประเทศไทย นักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคนไทย นักลงทุนที่เคารพและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และเหนือสิ่งอื่นใดนักลงทุนที่ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อสร้างโรงงาน แต่เข้ามาร่วมสร้างอนาคตของประเทศไทย เราจะเดินหน้าขจัดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อม เร่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสีเขียว และพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูง เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่เราต้องการการลงทุนที่สามารถเปลี่ยนแปลงและยกระดับประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

