เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศ เดินหน้ารับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับ “ระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน (First Jobbers)” มุ่งแก้ปัญหาเชิงระบบทั้งด้านช่องว่างทางทักษะ ความเปราะบางทางการเงิน และผลกระทบระยะยาวในสายอาชีพ เพื่อเตรียมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติและเข้าสู่วาระมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 หวังช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถตั้งหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยในยุคสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 กล่าวว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศประเด็น การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน (Leveraging the Transition-to-Work Ecosystem for First Jobbers) ในวันนี้ เป็นกระบวนการที่สำคัญของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งประเด็นนี้เห็นถึงความสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตที่มีความหมายมากสำหรับทุกคน เนื่องจากช่วงชีวิตการทำงานจะเป็นช่วงชีวิตที่ยาวที่สุดในชีวิต เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านจากช่วงวัยเข้าสู่วัยทำงาน แล้วเขาสามารถที่จะสร้างความมั่นคงให้แก่ตัวเองได้ จึงเป็นความหมายที่มีความสำคัญต่อระบบของประเทศ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเด็นนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ จะทำให้กลุ่มคนที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านวัยเข้าสู่วัยทำงาน จะได้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอยู่ดีมีพลัง และที่สำคัญคือ การที่มีนโยบายสาธารณะเชิงบวกที่คณะทำงานพัฒนาประเด็น อยากได้รับความเห็นของทุกท่านที่เข้ามาร่วมเสนอประเด็น พญ.พรรณพิมล กล่าว

ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ ประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน กล่าวว่า เรื่องของทุนมนุษย์ ต้องมีการมาร่วมกันทำในสิ่งที่เป็นระบบ หรือโครงสร้าง หรือเป็นสิ่งที่เป็นเชิงนโยบาย ที่จะสร้างการขับเคลื่อนประเด็นนี้ลงไปในทุกหน่วยงานของระดับประเทศให้ได้ รวมทั้งเรื่องของ Lifelong Learning ที่เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นรากฐาน หรือเป็นพื้นฐานของทุนมนุษย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าสำคัญมาก และเรากำลังจะทำข้อเสนอแนะที่ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติในเรื่องของ First Jobbers และสำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศประเด็น การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน ทุกความคิดเห็นเป็นประโยชน์ ซึ่งต่อจากนี้ทางคณะทำงานจะนำไปประมวลอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่กระบวนเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ในวันที่ 28-29 ตุลาคม นี้

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 18 ปี กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ช่วยทำให้เกิดกระบวนการของผู้คนในสังคมทุกภาคส่วน ได้มีพื้นที่กลางร่วมกันในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเด็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญของสังคมไทย โดยใช้เครื่องมือสมัชชาสุขภาพในระดับต่างๆ ทั้งระดับพื้นที่ ระดับประเด็น และระดับชาติ ในการพัฒนานโยบายที่ดีที่จะทำให้สังคมได้มีโอกาสช่วยกันในการที่จะขับเคลื่อนสังคม หัวใจสำคัญของนโยบายสาธารณะนั้น คือกระบวนการมีส่วนร่วมที่ให้ภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคการเมือง ภาควิชาการ วิชาชีพ ภาคประชาสังคม เอกชน ไปจนกระทั่งถึงชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการที่จะร่วมกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การคิดนโยบาย การรับฟังความคิดเห็น การร่วมกันคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ แล้วก็นำไปสู่การขับเคลื่อนร่วมกันอย่างแท้จริง กระบวนการการมีส่วนร่วมยังให้ความเป็นอิสระ และมีความเสมอภาค ซึ่งกระบวนการก็เป็นไปด้วยความสมัครใจของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นการรับฟังความคิดเห็นของคนส่วนน้อย เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา รวมทั้งเรื่องของการนำความเห็นส่วนใหญ่ ไปพัฒนาให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ดีต่อไป
การรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศครั้งนี้จะเป็นการทำให้ภาคีเครือข่ายได้มีส่วนร่วมในการที่จะเสนอแนะข้อเสนอต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นนโยบาย First Jobbers หรือกลุ่มเริ่มต้นทำงาน ซึ่งจะช่วยทำให้การเตรียมการในสถานการณ์ที่สังคมไทยในขณะนี้ที่มีคนเกิดน้อยลงเรื่อยๆ และขณะเดียวกันก็เข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องพัฒนานโยบายสาธารณะไปรองรับ ทำให้คนมีคุณค่ามากขึ้น มีโอกาสมากขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น นายสุทธิพงษ์ กล่าว

รศ. ดร.ณัฐธเดชน์ ชุ่มปลั่ง เลขานุการคณะทำงานพัฒนาประเด็นการยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน กล่าวว่า หากเมื่อพูดถึง First Jobbers อาจจะนึกถึงนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงอายุอย่างเดียว ซึ่งอยู่ที่ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตจากการเตรียมความพร้อมไปสู่การเริ่มต้นทำงาน เช่น ผู้เริ่มต้นทำงานอาจจะเป็นผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ หรือเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่การทำงานครั้งแรกในช่วงอายุที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกันให้ชัดเจนเรื่องขอบเขตของกลุ่มเป้าหมายตามนโยบาย ควรที่จะครอบคลุมกลุ่มใดบ้าง เพราะช่วงเริ่มต้นการทำงาน เป็นช่วงที่บุคคลต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องทักษะ เรื่องอาชีพ รายได้ ความสัมพันธ์ สุขภาพ แล้วก็ความมั่นคงในชีวิต
ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่อยู่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้ผู้เริ่มต้นการทำงานมีงานทำ แต่จะทำอย่างไรให้มีการเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ นี่คือหัวใจของการพิจารณาประเด็นร่วมกัน
3 ประเด็นของความท้าทาย
- ประเด็นแรก คือเรื่องของช่องว่างทางทักษะ หรือว่า Skill Mismatch ประเทศไทยมีผู้สำเร็จการศึกษาที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ทักษะที่ได้รับจากระบบการศึกษา ไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ขณะเดียวกัน นายจ้างจำนวนหนึ่งต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล แต่เป็นความท้าทายของรอยต่อระหว่างการศึกษากับตลาดแรงงาน
- ประเด็นที่สอง คือความเปราะบางทางด้านเศรษฐกิจ
- ประเด็นที่สาม ผลกระทบระยะยาว หรือว่า Scarring Effect หากผู้เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยความเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงงานที่ไม่เหมาะสมกับทักษะ รายได้ที่ไม่มั่นคง หรือการขาดระบบสนับสนุนที่จำเป็น ความเสียเปรียบเหล่านี้ อาจไม่ได้จบลงในวันที่เริ่มต้นทำงานเท่านั้น แต่สามารถที่จะสะสม แล้วก็ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสุขภาพจิตในระยะยาว
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็น จึงอาจไม่ใช่ปัญหาของคนๆ หนึ่ง แต่เป็นปัญหาของระบบที่เชื่อมโยงกันในหลากหลายมิติ หากเราไม่ช่วยผู้เริ่มต้นทำงาน ให้สามารถตั้งหลักได้ดีตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะต้องใช้ทรัพยากรมากว่านี้ ในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคต และนี่คือเหตุผลที่ เราจำเป็นต้องมองเรื่องนี้อย่างเป็นระบบในระดับนโยบาย รศ. ดร.ณัฐเดชน์ กล่าว
สำหรับเป้าหมายสำคัญของประเด็นการยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน คือ ทำให้ผู้เริ่มต้นทำงานสามารถที่จะเปลี่ยนผ่านได้ดี ตั้งหลักได้ แล้วก็เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ต่อการขับเคลื่อนในระดับฐานรากของประเทศ





