สธ.จัด รพ.สนาม–จุดบริการทดแทน ดูแล ผู้ป่วย ปราจีนบุรี-ระยอง และนครนายก พร้อมรับมือฝนภาคใต้–เพชรบุรี

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับทุกหน่วยงานให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยเฉพาะที่จังหวัดปราจีนบุรี ระยอง และนครนายก ซึ่งมีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบรวม 5 แห่ง เร่งจัดโรงพยาบาลสนาม จุดบริการทดแทน และส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นแล้วรวม 245 ราย ตามข้อสั่งการนายกฯ ให้แยกดูแลผู้ป่วยกับประชาชนและกลุ่มเปราะบาง กำชับพื้นที่รักษาความต่อเนื่องของบริการ เร่งประเมินความเสียหายและวางแผนคืนบริการอย่างปลอดภัย พร้อมสั่งเขตสุขภาพภาคใต้และเพชรบุรีเตรียมรับสถานการณ์ฝนเพิ่มขึ้น

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับทุกหน่วยงานให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยแม้อยู่ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบใน 22 จังหวัด มีสถานพยาบาลได้รับผลกระทบรวม 166 แห่ง ยังสามารถเปิดบริการได้ 97 แห่ง และหยุดบริการ 54 แห่ง โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี มีโรงพยาบาลที่ต้องหยุดบริการ/ให้บริการได้บางส่วนรวม 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลประจันตคาม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และโรงพยาบาลบ้านสร้าง ขณะที่โรงพยาบาลแกลง จังหวัดระยอง และโรงพยาบาลองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้บริการได้บางส่วน ซึ่งต้องให้การติดตามอย่างใกล้ชิด

กระทรวงสาธารณสุขได้บริหารจัดการเพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการ โดยจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพิ่มจุดบริการทดแทน และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปรับบริการในโรงพยาบาลอื่นที่มีศักยภาพ เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ส่งต่อผู้ป่วยบางส่วนไปยังโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เป็นต้น ภาพรวมมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแล้ว 245 ราย ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้กระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ประสานความร่วมมือในการจัดสถานที่ดูแลผู้ป่วยแยกจากประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ รวมทั้งประสาน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย สอดคล้องกับนโยบายของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นย้ำให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยแม้อยู่ในภาวะฉุกเฉิน

“ตนยังได้กำชับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้เร่งบริหารจัดการในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาความต่อเนื่องของบริการในโรงพยาบาลที่ปิดหรือปิดบริการบางส่วน ติดตามระบบการส่งต่อผู้ป่วยและการเปิดจุดบริการทดแทน ควบคู่กับการเร่งประเมินความเสียหายของอาคาร เครื่องมือแพทย์ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อวางแผนคืนบริการอย่างเป็นขั้นตอนและปลอดภัย รวมถึงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำ” นพ.สมฤกษ์กล่าว

นพ สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้เตรียมความพร้อมรองรับปริมาณฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน จังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ภาคใต้ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝนและประเมินความเสี่ยงต่อสถานพยาบาลอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนรองรับอุทกภัยและตรวจสอบความพร้อมของระบบสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา ออกซิเจน ระบบสื่อสาร ยา เวชภัณฑ์ และเชื้อเพลิงสำรอง นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบความพร้อมของบริการที่มีความสำคัญต่อชีวิต ได้แก่ ห้องฉุกเฉิน (ER) หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ห้องคลอด ห้องผ่าตัด และบริการฟอกไต รวมถึงเตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการส่งต่อ เส้นทางสำรอง แผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ตลอดจนเฝ้าระวังโรคและอนามัยสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดเตรียมทีมปฏิบัติการด้านต่าง ๆ ให้สามารถสนับสนุนพื้นที่ได้ทันทีหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ภาพรวมการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ประสบภัย มีการให้บริการทางการแพทย์แล้ว 272,838 ครั้ง ดูแลกลุ่มเปราะบาง 92,552 ราย คัดกรองสุขภาพจิต 33,252 ราย พบผู้มีความเครียดสูง 1,154 ราย เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า 115 ราย และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 12 ราย โดยมีผู้ได้รับบริการตามระบบ 484 ราย พร้อมสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แล้ว 279,981 รายการ สนับสนุนการจัดบริการในศูนย์พักพิง 686 แห่ง และดูแลผู้รับบริการสะสม 19,917 ราย