“ทรงศักดิ์” นั่งหัวโต๊ะ กทช. ครั้งที่ 1/2569 ยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เดินหน้ามาตรการเชิงรุกคุ้มครอง “พะยูน–วาฬบรูด้า”

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ (กทช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และเกิดผลเป็นรูปธรรม

ที่ประชุมได้รับทราบ สถานการณ์และประเด็นสำคัญ (Hot Issues) โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีและภาวะพร่องออกซิเจน ซึ่งมีแนวโน้มเกิดบ่อยและยาวนานขึ้น จึงต้องยกระดับจากการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุไปสู่การเฝ้าระวังเชิงรุก ควบคู่กับการลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหา ขณะที่สถานการณ์ปลาหมอคางดำ จากการติดตามยังไม่พบการรุกรานเข้าสู่แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล ทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อย และชายฝั่งทะเลอันดามัน พร้อมรายงานกรณีศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ยกฟ้อง กทช. และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกฟ้องทั้งหมด

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) รายงานสถานการณ์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศ พ.ศ. 2568 ซึ่งสะท้อนประเด็นเร่งด่วนทั้งวิกฤตหญ้าทะเลและพะยูน รวมถึงข้อจำกัดในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งเสนอประเด็นสำคัญที่ต้องยกระดับในระยะต่อไป เช่น การวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล การใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์สนับสนุนการตัดสินใจ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วน รวมทั้งเห็นชอบให้สามารถเผยแพร่รายงานได้ภายหลัง กทช. มีมติเห็นชอบ เพื่อให้ข้อมูลนำไปใช้ได้ทันต่อสถานการณ์

ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ที่ประชุมเห็นชอบทั้ง (ร่าง) หลักการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และ (ร่าง) หลักเกณฑ์ประกอบการจัดทำแผนงาน/โครงการฯ โดยปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) การใช้มาตรการแบบผสมผสาน (Hybrid Solutions) และมาตรการชั่วคราวสำหรับพื้นที่เร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้รวดเร็ว พร้อมยกระดับกระบวนการกลั่นกรองโครงการและการติดตามประเมินผล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ลดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง และเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ (ร่าง) กลยุทธ์การอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ทะเลที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์หรือมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของประเทศไทย ครอบคลุมสัตว์ทะเลเป้าหมาย 211 ชนิด โดยปรับแนวคิดจากการมุ่งเน้น “การห้าม” ไปสู่ “การจัดการร่วม” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

สำหรับ มาตรการเชิงรุกเพื่อลดภัยคุกคามต่อสัตว์ทะเลหายาก ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการต่อ (ร่าง) มาตรการ เชิงรุกเพื่อลดภัยคุกคามต่อพะยูน โดยมอบหมาย กรมเจ้าท่า จัดทำรายละเอียดมาตรการกำหนดเส้นทางเดินเรือปลอดภัย และกรมประมง จัดทำมาตรการกำหนดพื้นที่วางเครื่องมือประมงที่มีความเสี่ยงต่อพะยูนอย่างเหมาะสม ขณะที่วาฬบรูด้า มอบหมายกรมเจ้าท่า ศึกษาและจัดทำรายละเอียดมาตรการควบคุมความเร็วเรือและกำหนดพื้นที่ลดความเร็วเรือในแหล่งอาศัย และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศึกษาเทคโนโลยีเพื่อลดอัตราการตายจากอุบัติเหตุทางทะเล

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก โดยอาศัยข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศ ลดภัยคุกคามต่อสัตว์ทะเลหายาก และสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน