“รมช.ปิยรัฐชย์” ห่วงเกษตรกรชาวนาเมืองพิจิตร สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลหลังโดนโรงสีเบี้ยวหนี้

รมช.ปิยรัฐชย์ ห่วงเกษตรกร หลังโรงสีเบี้ยวหนี้ค่าข้าวสหกรณ์ฯ 12 แห่งใน จ.พิจิตร รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,300 ล. หวั่นสหกรณ์ขาดสภาพคล่องส่งผลกระทบเกษตรกรสมาชิก ขณะ “อธิบดีนิรันดร์” สั่งการด่วนสหกรณ์จังหวัดเรียกประชุมสหกรณ์ฯและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบวันที่ 5 ต.ค.69 เพื่อหาข้อสรุป พร้อมเตรียมรับมือข้าวนาปีล๊อตใหญ่ที่จะเก็บเกี่ยวในปลายปีนี้

จากกรณีโรงสีเอกชนรายใหญ่ใน จ.พิจิตร จำนวน 3 แห่งในพื้นที่ อ.ทับคล้อ  อ.สามง่าม และ อ.โพทะเล ค้างชำระค่าข้าวเปลือกและเบี้ยวหนี้สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รวม 12 แห่ง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โรงสีผิดนัดชำระหนี้สหกรณ์ฯ  สินค้าขาดบัญชีจากการฝากเก็บข้าวเปลือก(สต๊อกลม) ก่อนจะมีการถอนฟ้องและรับชดใช้หนี้ให้สหกรณ์มาแล้วจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรอีก 6 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินคดีกับโรงสี คิดเป็นเงิน 1,283.50 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของสหกรณ์และเสี่ยงกระทบต่อการรับซื้อข้าวนาปี ฤดูกาลเก็บเกี่ยวรอบใหม่ของเกษตรกรสมาชิกในช่วงปลายปีนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจเตรียมแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 5 ต.ค.69 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้เรียกประชุมหารือกับสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12 แห่งเพื่อหาข้อสรุปจากปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่ากรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการรกทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีข้อสั่งการมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยขณะนี้ได้มีหนังสือด่วนไปยังรักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตรให้รวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหาในเบื้องต้น เนื่องจากสหกรณ์ฯอาจได้รับผลกระทบสภาพคล่องทางการเงินและขณะนี้ใกล้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ข้าวนาปีล๊อตใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเช่นกัน

“ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ท่านมีความเป็นห่วงเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด ความเสียหายจริง ๆ 1,300 กว่าล้าน เราเรียกคืนมาแล้วจำนวนหนึ่ง และได้ฟ้องร้องดำเนินคดีทางเพ่ง โดยศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้กับสหกรณ์/กลุ่มเกษตรแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดี และให้รายงานผลการสืบทรัพย์บังคับคดีมายังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรเป็นระยะ เช้าวันนี้ทางสหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้เรียกประชุมสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือแล้ว อย่างไรขอให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลและขอให้มีความมั่นใจ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวย้ำ

 

ขณะที่นายกฤษฎ์ จารุชาติ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า วันนี้ได้เรียกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12 แห่ง มาร่วมหารือเพื่อแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันแล้ว โดยมีการตั้งคณะทำงานติดตามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ข้อสรุปเบื้องต้นมีการรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 12 แห่ง ยังคงเป็นไปตามปกติในช่วงการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีปลายปีนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันเราก็ได้เตรียมเงินทุนแก้ปัญหาสภาพคล่องไว้บางส่วนแล้ว เบื้องต้นอาจจะใช้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ฉุกเฉินไปก่อน

“ถ้าสหกรณ์ไหนขาดสภาพคล่องจริง ๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็มีกองทุนพัฒนาสหกรณ์อยู่ที่จะช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรเบื้องต้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เคสที่เกิดเป็นโครงการรวบรวมข้าวเปลือกได้เงินจาก ธ.ก.ส.เป็นหลัก  ซึ่งตอนนี้สหกรณ์ทุกที่ก็รับซื้อข้าวเปลือกตามปกติ เขตตะพานหินก็ยังรับซื้ออยู่ สามง่ามก็รับซื้อ แล้วก็เตรียมพร้อมสำหรับข้าวนาปีล็อตใหญ่ที่จะมาช่วงปลายปีด้วย ที่คุยกันในวันนี้จะมาบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน”รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตรกล่าว พร้อมย้ำว่าจากนี้ไปสำหรับโรงสีคู่กรณีจะยุติซื้อขายข้าวเปลือกกับสหกรณ์ทันที  โดยจะหาโรงสีรายใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งผลิตข้าวมากนัก หรือในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย โดยทางสหกรณ์ฯจะเป็นผู้ดำเนินการจัดหาเอง

“ปกติสหกรณ์เขาจะรวบรวมข้าวเปลือกแบบซื้อมาขายไปอยู่แล้ว ส่วนโรงสีเดิมเราไม่ขายให้แล้ว ส่วนจะติดต่อซื้อขายกับโรงสีใหม่ที่ใดขึ้นอยู่กับสหกรณ์นั้น ๆ ส่วนปัญหาการฟ้องร้องตอนนี้กำลังให้นิติกรเร่งสรุปอยู่” รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามจากรายงานข้อมูลสำนักนายทะเบียนและกฎหมาย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สรุปกรณีสหกรณ์ฯ และกลุ่มเกษตรกรได้ดำเนินคดีอาญาและแพ่งกับเจ้าของโรงสีคู่กรณี จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์การเกษตร บางมูลนาก จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 459.85 ล้านบาท 2.สหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 368.95 ล้านบาท 3.สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสามง่ามหนึ่ง จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 63.01 ล้านบาท 4.สหกรณ์การเกษตรสามง่าม จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 329.81 ล้านบาท  5.สหกรณ์การเกษตรบ้านกำแพงดิน จำกัด  มูลค่าความเสียหายรวม 40.86 ล้านบาท และ 6.กลุ่มเกษตรกรทำนาเนินปอ  มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 21.01 ล้านบาท ยอดรวมความเสียหายจากทุกสหกรณ์ทั้งสิ้น 1,283.50 ล้านบาท