กรมส่งเสริมสหกรณ์ผนึกกำลังเครือข่ายสหกรณ์ ส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ประสบอุทกภัย

กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภูมิภาคใกล้เคียง โดยระดมความร่วมมือจากขบวนการสหกรณ์ เครือข่ายสหกรณ์ และภาคเอกชน สนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อนำไปแจกจ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนและสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น พร้อมเร่งกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการสำรวจความเสียหายของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และสมาชิก เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือในระยะต่อไป

สำหรับการช่วยเหลือในส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากเครือข่ายสหกรณ์และภาคเอกชน และได้นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบอุทกภัยแล้ว ประกอบด้วย ข้าวสาร 12 ตัน หรือ 2,400 ถุง ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม นม UHT 200 แพ็ค รวม 1,200 กล่อง และน้ำดื่ม 220 แพ็ค รวม 1,320 ขวด เพื่อนำไปสนับสนุนการดำรงชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม จำนวน 1,500 ชุด นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่เขตจตุจักร เขตบางกะปิ และเขตคลองสามวา และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่บริเวณแยกนิด้า – แฟลตคลองจั่น และหมู่บ้านสหกรณ์ เคหะสถาน 4 ซอยเสรีไทย 57 เพื่อนำอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่ม จำนวน 1,000 ชุด และถุงยังชีพ จำนวน 100 ถุงไปแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ สิ่งของช่วยเหลือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศและภาคเอกชน อาทิ ขบวนการสหกรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด สนับสนุนข้าวสาร รวมถึงสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนที่สนับสนุนน้ำดื่มและผลิตภัณฑ์นม เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัย

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จะยังคงประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมและกระจายสิ่งของช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่มีความจำเป็น พร้อมติดตามสถานการณ์และสำรวจความเสียหายอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการบรรเทา เยียวยา และฟื้นฟูสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพ และฟื้นฟูกิจการได้โดยเร็ว