รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศจุดยืนไทยบนเวทีสหประชาชาติ ย้ำบทเรียนโควิด-19 ต้องนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ เสริมระบบสุขภาพและเฝ้าระวังโรคตั้งแต่ภาวะปกติ พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีน ยา และชุดตรวจได้อย่างเป็นธรรมและทันเวลา

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกัน การเตรียมความพร้อม และการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ (UNGA High-Level Meeting on Pandemic Prevention, Preparedness and Response: PPPR) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกต้องนำบทเรียนจากโควิด-19 มาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกประเทศมีระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง สามารถตรวจจับและรับมือภัยสุขภาพได้รวดเร็ว และประชาชนเข้าถึงมาตรการป้องกันรักษาอย่างเป็นธรรม
นายพัฒนากล่าวว่า ประเทศไทยเสนอ 3 แนวทางสำคัญในการสร้างความพร้อมรับมือการระบาดใหญ่ในอนาคต ได้แก่ ประการแรก เสริมความพร้อมของระบบสุขภาพตั้งแต่ภาวะปกติ โดยพัฒนาบริการปฐมภูมิ ระบบเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ บุคลากรด้านระบาดวิทยา และเครือข่ายชุมชน เพื่อให้ดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและพร้อมรับมือวิกฤต โดยมี อสม. กว่า 1 ล้านคนเป็นกำลังสำคัญในระดับชุมชน ประการที่สอง ผลักดันการเข้าถึงวัคซีน ยา และชุดตรวจอย่างเป็นธรรม โดยสนับสนุนการแบ่งปันเชื้อและข้อมูลควบคู่กับการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างทันเวลาและในราคาที่จ่ายได้ พร้อมผลักดันการเจรจา PABS ให้บรรลุข้อสรุป และส่งเสริมศักยภาพการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และประการที่สาม ยกระดับความร่วมมือจากไทยสู่อาเซียนและประชาคมโลก ผ่านการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงร่วมกัน การประสานงานข้ามพรมแดน และแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) โดยต่อยอดระบบที่มีอยู่ ลดภาระซ้ำซ้อน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ท้องถิ่น และคนรุ่นใหม่
นายพัฒนากล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระดับโลกมีความสำคัญต่อประเทศไทยโดยตรง ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลเตือนภัยและการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับมือโรคระบาดได้รวดเร็วขึ้น การเพิ่มโอกาสเข้าถึงวัคซีน ยา และชุดตรวจเมื่อเกิดวิกฤต ตลอดจนการขยายความร่วมมือด้านการวิจัย การผลิต และการพัฒนาบุคลากรและระบบสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมความพร้อมของประเทศไทยและภูมิภาคในระยะยาว
“การระบาดใหญ่ครั้งต่อไปจะเป็นบททดสอบระบบสุขภาพ บุคลากร และความร่วมมือที่เราสร้างไว้ตั้งแต่วันนี้ เราจึงต้องลงทุนก่อนเกิดวิกฤต เปลี่ยนความมุ่งมั่นระดับโลกให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และไม่ทิ้งประเทศหรือชุมชนใดไว้ข้างหลัง” นายพัฒนากล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกและภาคีทุกฝ่าย เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพ และร่วมสร้างโลกที่ปลอดภัยและพร้อมรับมือการระบาดใหญ่ในอนาคต







