สธ.เตือนพื้นที่เสี่ยง “ภาคกลาง-ตะวันตก-กทม.-ปริมณฑล” ยกระดับเฝ้าระวังน้ำท่วม 24 ชม. ช่วง 25-27 ก.ย.นี้

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ห่วงฝนกระหน่ำต่อเนื่องหลายพื้นที่ กำชับเฝ้าระวังน้ำท่วมช่วง 25-27 กันยายนนี้ พบความเสี่ยงขยับเข้าสู่ภาคกลาง กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันตก ออก 8 ข้อสั่งการรับมือ ทุกพื้นที่เสี่ยงยกระดับเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ติดตามระดับน้ำ จุดเสี่ยงในชุมชน สถานพยาบาล เส้นทางส่งต่อ ดูแลกลุ่มเปราะบาง สำรองน้ำ ไฟฟ้า ออกซิเจน ยา เลือด ให้ใช้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง

วันที่ 25 กันยายน 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ว่า ขณะนี้ประเทศไทยหลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้กำชับให้แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังวิกฤต โดยแนวโน้มช่วงวันที่ 25 กันยายน พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม./ปริมณฑล เป็นแกนเสี่ยงสูงสุด จากฝนสะสมสูงและน้ำสูงอยู่ก่อนแล้ว ช่วงวันที่ 26-27 กันยายน แกนฝนขยับสู่ภาคกลางและตะวันตก พื้นที่เสี่ยงคือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี กำแพงเพชร ได้สั่งการให้จัดลำดับความสำคัญในการเฝ้าระวัง ได้แก่ ชุมชนริมน้ำ กลุ่มเปราะบาง เส้นทางส่งต่อ และสถานบริการ รวมถึงเมื่อฝนบางพื้นที่ลดลง ยังไม่ควรลดการเฝ้าระวังเร็วเกินไป ทั้งนี้ ได้มีข้อสั่งการในการรับมือเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและอุทกภัย ดังนี้

1.ทุกเขตสุขภาพและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ให้ยกระดับการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง อย่างน้อยถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา ภาคกลาง–ตะวันตก ภาคตะวันออก และพื้นที่ที่ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น พร้อมให้เขตสุขภาพที่ 3, 4 และ 6 เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (EOC) ระดับเขต เพื่อติดตามสถานการณ์ 2.เขตสุขภาพที่ 3 และ 4 ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา–ปทุมธานี–รังสิต และพื้นที่รับน้ำต่อเนื่อง ให้ติดตามระดับน้ำ จุดเสี่ยงชุมชน สถานพยาบาล และเส้นทาง EMS/Refer อย่างใกล้ชิด 3.เขตสุขภาพที่ 6 ติดตามสถานการณ์ที่จันทบุรี–สระแก้ว ทั้งชุมชน โรงพยาบาล และระบบ EMS เนื่องจากมีสถานการณ์และยังมีฝนสะสมสูงหลายจุด 4.โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงทุกแห่งเตรียมระบบสำคัญให้พร้อมอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ได้แก่ ไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง น้ำสะอาด ออกซิเจน ยา เวชภัณฑ์ เลือด อาหาร IT/Communication บุคลากร และเส้นทางส่งต่อสำรอง โดยให้คงบริการต่อเนื่องเท่าที่ปลอดภัย พร้อมประเมินความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า น้ำรอบอาคาร ทางเข้า–ออก และเส้นทางรถพยาบาลซ้ำ หากมีแนวโน้มกระทบบริการให้รายงานทันที

5. เร่งดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยต่อเนื่อง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง โดยทบทวนบัญชีรายชื่อและแผนเข้าถึง/เคลื่อนย้ายล่วงหน้า 6.พื้นที่มีศูนย์พักพิง และพื้นที่อพยพ ให้ทีมสาธารณสุขเข้าประเมินทันที ครอบคลุมน้ำสะอาด น้ำดื่ม อาหาร โรคติดต่อ ยาประจำตัว สุขภาพจิต และกลุ่มเปราะบาง 7.ทุกจังหวัดตรวจและรายงานเส้นทาง EMS/Refer ที่ผ่านไม่ได้หรือเสี่ยงถูกตัด พร้อมกำหนดเส้นทาง สำรอง จุดรับ–ส่งผู้ป่วย รถ/เรือสนับสนุน และโรงพยาบาลปลายทางก่อนเกิดเหตุจริง และ 8.ให้รายงานทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ น้ำเข้าพื้นที่โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า น้ำ ออกซิเจนขัดข้อง เส้นทาง EMS ถูกตัด ต้องอพยพหรือย้ายผู้ป่วย มีผู้เสียชีวิต/สูญหาย หรือสถานบริการหยุดบริการ ไม่ต้องรอรอบรายงานปกติ ส่วนกรณีไม่มีเหตุฉุกเฉินให้สรุปสถานการณ์ตามรอบที่กำหนด