นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.34 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.39 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่า เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) กลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากโซนเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ เข้าใกล้ระดับ 156.60 เยนต่อดอลลาร์ ตามการปรับลดสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังมีกระแสข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นได้เข้าสอบถามระดับอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Check) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตามการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำได้ย่อตัวลงเช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา FED และ BOJ ต่างเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps ตามที่ตลาดคาด ส่วน BOE ยังคงมีมติคงดอกเบี้ย แต่พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่องนานกว่าคาด
สัปดาห์นี้ ควรจับตาการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) ในวันที่ 24 กันยายน นี้ ซึ่งอาจมีการเจรจาทั้งในส่วนของนโยบายการค้าและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง สงครามในตะวันออกกลาง โดยในส่วนนโยบายการค้านั้น อาจมีการขยายเวลาพักการเก็บภาษีนำเข้า และการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับแร่ Rare Earths รวมถึงอาจมีการเจรจาเกี่ยวกับประเด็น AI ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน รวมถึงยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 31% จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีนี้ 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น ดังจะเห็นได้จากการโจมตีล่าสุดของกลุ่ม Houthi (พันธมิตร Axis of Resistance สำคัญของอิหร่าน) ต่อพื้นที่ในซาอุดิอาระเบีย อีกทั้ง ยังมีรายงานข่าวถึงแนวโน้มที่ทางการอิหร่านจะยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ทำให้ ราคาพลังงานเสี่ยงผันผวนสูงในช่วงนี้ได้
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซนกับอังกฤษ ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนกันยายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจฝั่งยุโรป พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB และ BOE มีโอกาสราว 52% กับ 57% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ตามลำดับ
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกในช่วง 20 วัน (Exports 20-day) ของเกาหลีใต้ ในเดือนกันยายน เพื่อประเมินโมเมนตัมของความต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งรายงานข้อมูลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของตลาดหุ้นเกาหลีใต้และตลาดการเงินเอเชียโดยรวมได้ ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการในเดือนกันยายน ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) อายุ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ ส่วน ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.75% หลังค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ทยอยแข็งค่าและมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของไทยในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะยังคงได้อานิสงส์จาก AI Boom หนุนการขยายตัวในอัตราสูงของทั้งการส่งออกและนำเข้าในสินค้าหมวดที่เกี่ยวข้องกับ AI/Semiconductor
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังมีกำลังอยู่ เปิดความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในกรอบ Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้อย่างชัดเจน (ส่วน Time Frame รายวัน เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง จนกว่าจะแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินบาทได้ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก และยังส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ดังนั้น ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 55% ทำให้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อมุมมองดังกล่าวได้ ในทางกลับกัน หากผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจต้องรอติดตาม การประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมบ้าง กดดันเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์) อนึ่ง ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่มีแนวโน้มผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวของฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งปริมาณการทำธุรกรรมจะเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินเยนญี่ปุ่นสูงขึ้นมาก (Correlation 30 วัน สูงขึ้นสู่ระดับ 68% ล่าสุด จากเพียง 16% ต้นเดือนกันยายน )
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะเคลื่อนไหวตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น) รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกันนั้น ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูงช่วงหยุดยาวของญี่ปุ่น
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.65 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.45 บาท/ดอลลาร์

