1. สถานการณ์ฝนสูงสุด รายภาค : ภาคเหนือ จ.อุทัยธานี (148) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ชัยภูมิ (81) ภาคกลาง จ.ลพบุรี (108) ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี (89) ภาคตะวันตก จ.ประจวบคีรีขันธ์ (87) และ ภาคใต้ จ.ตรัง (83)
2. วันนี้ : ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเริ่มอ่อนกำลังลง ในขณะที่ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
คาดการณ์ : ช่วงวันที่ 22 – 26 ก.ย. 69 ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนกลางมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงและเคลื่อนเข้าปกคลุมอ่าวเบงกอลตอนบน ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังอ่อนลง
3. สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม: ปริมาณน้ำรวม: 72% ของความจุเก็บกัก (58,250 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ: 60% (34,130 ล้าน ลบ.ม.)
4. สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำรายภาค:
ภาคเหนือ: มีปริมาณน้ำ 18,548 ล้าน ลบ.ม. (67%)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีปริมาณน้ำ 7,199 ล้าน ลบ.ม. (60%)
ภาคกลาง: มีปริมาณน้ำ 955 ล้าน ลบ.ม. (51%)
ภาคตะวันออก: มีปริมาณน้ำ 1,957 ล้าน ลบ.ม. (62%)
ภาคตะวันตก: มีปริมาณน้ำ 24,372 ล้าน ลบ.ม. (86%)
ภาคใต้: มีปริมาณน้ำ 5,219 ล้าน ลบ.ม. (68%)
5. สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา
ภูมิพล: มีปริมาณน้ำ 8,110 ล้าน ลบ.ม. (60%)
สิริกิติ์: มีปริมาณน้ำ 7,453 ล้าน ลบ.ม. (78%)
แควน้อยบำรุงแดน: มีปริมาณน้ำ 553 ล้าน ลบ.ม. (59%)
ป่าสักชลสิทธิ์: มีปริมาณน้ำ 557 ล้าน ลบ.ม. (64%)
6. สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา: กรมชลประทาน แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาฉบับที่ 3 (20 ก.ย. 69) เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ และลำน้ำสาขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะทำให้เหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำประมาณ 1,550 – 1,650 ลบ.ม. ต่อวินาที และรับน้ำเข้าระบบชลประทาน 2 ฝั่ง ในอัตรา 400 – 450 ลบ.ม. ต่อวินาที จึงมีความจำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็นอัตรา 1,000 – 1,300 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลกระทบบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณ อ.เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในคันกั้นน้ำ ปัจจุบัน (เวลา 06.00 น.) สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,377 ลบ.ม. ต่อวินาที ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 990 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยมีระดับน้ำหน้าเขื่อนอยู่ที่ +16.73 ม.รทก.

