
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุม ทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้

ทั้งนี้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำจากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 15 – 19 กันยายน 2569 ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
1.1 ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน(อำเภอสบเมย ขุนยวม แม่ลาน้อย ปาย และแม่สะเรียง)
จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภออมก๋อยแม่แจ่ม จอมทอง และฮอด)
จังหวัดเชียงราย(อำเภอแม่สรวย และเมืองเชียงราย)
จังหวัดลำปาง (อำเภอเถิน และแจ้ห่ม)
จังหวัดพะเยา(อำเภอปง ดอกคำใต้ และเชียงคำ)
จังหวัดแพร่(อำเภอสองหนองม่วงไข่ ร้องกวาง เมืองแพร่และวังชิ้น)
จังหวัดน่าน (อำเภอทุ่งช้าง แม่จริมบ่อเกลือ เวียงสา และปัว)
จังหวัดตาก (อำเภอท่าสองยาง บ้านตาก อุ้มผางสามเงา แม่ระมาด เมืองตาก และแม่สอด)
จังหวัดอุตรดิตถ์ (อำเภอน้ำปาด บ้านโคก และลับแล)
จังหวัดพิษณุโลก (อำเภอชาติตระการเนินมะปราง นครไทย วังทอง บางระกำบางกระทุ่ม พรหมพิราม และเมืองพิษณุโลก)
จังหวัดเพชรบูรณ์ (อำเภอหล่มสัก เมืองเพชรบูรณ์ เขาค้อ หล่มเก่า วังโป่ง หนองไผ่ น้ำหนาว ศรีเทพ และชนแดน)
และจังหวัดอุทัยธานี(อำเภอบ้านไร่ และลานสัก)
1.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย (อำเภอด่านซ้าย วังสะพุง ภูกระดึง ผาขาว และเอราวัณ)
จังหวัดชัยภูมิ (อำเภอแก้งคร้อ เมืองชัยภูมิ ภูเขียว เกษตรสมบูรณ์ คอนสาร หนองบัวระเหว ภักดีชุมพล หนองบัวแดง จัตุรัส และเทพสถิต)
จังหวัดสกลนคร (อำเภอบ้านม่วงวานรนิวาส คำตากล้า อากาศอำนวย และโคกศรีสุพรรณ)
และจังหวัดนครพนม (อำเภอศรีสงคราม โพนสวรรค์ นาแก ท่าอุเทน ปลาปากนาหว้า วังยาง นาทม และเมืองนครพนม)
1.3 ภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี(อำเภอขลุง เขาคิชฌกูฏ มะขาม โป่งน้ำร้อน
และแก่งหางแมว)
และจังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด เขาสมิง บ่อไร่ แหลมงอบ คลองใหญ่ และเกาะช้าง)
1.4 ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี (อำเภอสังขละบุรี ไทรโยค ทองผาภูมิ ด่านมะขามเตี้ย และศรีสวัสดิ์)
1.5 ภาคใต้ จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง สุขสำราญ กระบุรี และกะเปอร์)
จังหวัดพังงา (อำเภอกะปง คุระบุรี ตะกั่วป่า เมืองพังงา และท้ายเหมือง)
จังหวัดภูเก็ต (อำเภอถลาง เมืองภูเก็ต และกะทู้)
จังหวัดกระบี่ (อำเภอเกาะลันตา คลองท่อม และอ่าวลึก)
จังหวัดสตูล(อำเภอเมืองสตูล และละงู)
จังหวัดสงขลา (อำเภอสะบ้าย้อย และเทพา)
จังหวัดยะลา (อำเภอเบตง บันนังสตา รามันธารโต และเมืองยะลา)
จังหวัดปัตตานี (อำเภอยะรังและทุ่งยางแดง)
และจังหวัดนราธิวาส(อำเภอสุคิริน จะแนะ
ศรีสาคร รือเสาะ ระแงะ และสุไหงปาดี)
2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกักบริเวณ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี ชัยภูมิ สกลนคร จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี กระบี่ และระนอง
3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ ลำน้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำสาย และแม่น้ำกกบริเวณจังหวัดเชียงราย แม่น้ำน่าน บริเวณจังหวัดน่าน แม่น้ำเมย บริเวณจังหวัดตาก แม่น้ำแควน้อย บริเวณจังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำป่าสักบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ แม่น้ำสงคราม บริเวณจังหวัดสกลนคร และแม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส บริเวณจังหวัดนราธิวาส
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ
ถึงปลายน้ำและ อิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์



