“สุชาติ” ประกาศลุย “ฉก.คพ.” กวาดล้างขบวนการลักลอบทิ้งกากพิษ ปราบโรงงาน–นายทุน–ผู้มีอิทธิพล ทำลายสิ่งแวดล้อม กระทบสุขภาพประชาชน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกันเปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนโยบายยกระดับการป้องกันและปราบปรามปัญหามลพิษจากการลักลอบทิ้งของเสียและการจัดการของเสียที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

นายสุชาติได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 405/2569 ลงวันที่ 7 กันยายน 2569 จัดตั้ง “คณะทำงานและชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ในพื้นที่กลุ่มภาคตะวันออก เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเดินหน้าจัดการกับโรงงาน นายทุน ผู้มีอิทธิพล เครือข่ายขบวนการ รวมถึงตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนการกระทำผิด กรณีลักลอบทิ้งของเสียหรือจัดการของเสียโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับคณะทำงานฯ มีนางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมป่าไม้ และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ได้จัดตั้ง ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ (ฉก.คพ.) โดยมี พล.ต.ท. อิทธิพร โพธิ์ทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายจำลอง ช่วยรอด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองหัวหน้าชุดฯ และ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ผู้อำนวยการในพื้นที่ของ ทส. พร้อมด้วย ผบก.สส.ภ.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 38 คน ร่วมปฏิบัติการ

ทั้งนี้ “ฉก.คพ.” จะทำงานแบบบูรณาการไร้รอยต่อกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ขยายผล และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการตัดวงจรการลักลอบทิ้งของเสียและของเสียอันตราย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาล

นายสุชาติกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชน การประกอบกิจการอุตสาหกรรมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและต้องไม่ผลักภาระมลพิษให้กับประชาชนหรือชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการที่กระทำถูกต้องไม่ต้องกังวล แต่สำหรับผู้ที่ลักลอบทิ้งกากพิษ ของเสียอันตราย หรือใช้ช่องโหว่ของกฎหมายสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างจริงจัง

“การตั้งชุดเฉพาะกิจครั้งนี้ต้องการให้การทำงานของภาครัฐมีความรวดเร็ว เข้มข้น และเข้าถึงพื้นที่ หากพบการกระทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน นายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิด เพราะปัญหามลพิษไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายสุชาติกล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนหรือร้องทุกข์เกี่ยวกับการลักลอบทิ้งของเสีย การจัดการของเสียที่ไม่ถูกต้อง การทิ้งกากพิษ ขยะมีพิษ หรือการกระทำอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ร้องสามารถใช้นามจริงหรือนามแฝงได้ และข้อมูลของผู้ร้องเรียนจะได้รับการเก็บรักษาเป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ประชาชนสามารถส่งเรื่องร้องเรียนหรือร้องทุกข์ทางไปรษณีย์ โดยจ่าหน้าซองโดยตรงถึง นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประธานคณะทำงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชั้น 19 เลขที่ 92 ซอยพหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 โดยเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว เพื่อหยุดยั้งการกระทำที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน พร้อมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน