กระทรวงสาธารณสุข จับมือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด หนุนสร้างระบบนิเวศสุขภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยา ยกระดับด้านการแพทย์และสุขภาพไทยสู่ Medical Investment Hub มุ่งเป้าหมายระยะยาว เปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้านวัตกรรม เป็นผู้ร่วมวิจัย ร่วมพัฒนา และฐานการผลิตนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค

วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ อาคารศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและ Mr. Drew Otto, Asia Pacific President บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD) เป็นสักขีพยานใน พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือสนับสนุนระบบนิเวศสุขภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยา โดยมี นายแพทย์สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนาม

นายพัฒนากล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้ายกระดับด้านการแพทย์และสุขภาพ ให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ผ่านนโยบาย Medical Investment Hub ที่เชื่อมโยงมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และการลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทย ทั้งระบบบริการสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ ศักยภาพด้านการวิจัย และฐานการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ มาต่อยอดผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) Service Hub ยกระดับบริการทางการแพทย์สู่มาตรฐานสากล 2) Research & Development Hub ดึงดูดการวิจัยและการทดลองทางคลินิกเข้าสู่ประเทศ และ 3) Product & Health Manufacturing Hub ส่งเสริมการผลิตยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมูลค่าสูงในประเทศ มีเป้าหมายสำคัญ คือ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP ดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของไทย จากอันดับที่ 56 สู่ 50 อันดับแรกของโลก
“ความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และ MSD เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งด้าน การเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน HPV และ PCV การลงทุนการทดลองทางคลินิกประมาณ 2,500 ล้านบาทในช่วงปี ค.ศ. 2026–2027 และการต่อยอดการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยความสมัครใจ (Voluntary Licensing) สำหรับยา HIV PrEP ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยพัฒนาศักยภาพด้าน API และการผลิตยาในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสำคัญในระยะยาว คือการยกระดับประเทศไทยจากผู้ซื้อและผู้นำเข้านวัตกรรม ไปสู่การเป็นผู้ร่วมวิจัย ผู้ร่วมพัฒนา และฐานการผลิตนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค สร้างผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจควบคู่กันอย่างยั่งยืน และจะเป็นต้นแบบในการต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำรายอื่นต่อไป” นายพัฒนากล่าว














