วงเสวนา ‘HIA Forum’ ยกพื้นที่ ‘EEC’ สู่บทเรียนการรับมือ ‘Climate Change’ ออกแบบ-รองรับ ลดผลกระทบสุขภาพ

เปิดวงเสวนาเวที “HIA Forum 2026” ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการพัฒนาในพื้นที่ “EEC” 3 จังหวัดเผยแนวทางกำหนดเกณฑ์คัดกรองนักลงทุนเข้ม ต้องคำนึงสิ่งแวดล้อม-ความยั่งยืน ย้ำปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-สิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงสุขภาพ เสนอท้องถิ่นมีแผนตั้งรับ-ปรับตัว ย้ำไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 ภายในการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ พ.ศ. 2569 (HIA Forum 2026) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 ส.ค. 2569 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ได้มีกิจกรรมการเสวนา “การพัฒนาเมืองพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ EEC” เพื่อแลกเปลี่ยนถึงทิศทางการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมเชื่อมโยงถึงการลดผลกระทบทางสุขภาพ ที่สอดคล้องกับหลักการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยมี นายทรงพล ตุละทา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคเหนือ สช. ดำเนินรายการเสวนา

นายทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า โครงการ EEC ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเป็นการต่อยอดการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด อันเป็นที่รู้จักมากว่า 30 ปี โดยมุ่งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 15% ของ GDP ทั้งประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังกำหนดกรอบการพัฒนาที่เชื่อมโยงทั้งมิติสังคม และมิติสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

นายทรงวุฒิ กล่าวว่า EEC นั้นมีกฎหมายเฉพาะรองรับคือ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ที่ให้อำนาจหน่วยงาน สกพอ. ในการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุน ทาง สกพอ. จึงได้มีการกำหนดเกณฑ์คัดกรองนักลงทุนรายใหม่อย่างเข้มงวด โดยผู้ประกอบการต้องตอบคำถามสำคัญ 13 ข้อ ที่รวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ด้วย

ผู้อำนวยการฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันยังได้มีการออกแบบเมืองหลวงของอีอีซี (EECiti) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบร้อยแล้ว เป็นภาพฝันของการสร้างเมืองศูนย์กลาง EEC ที่ปลอดมลภาวะ และดำเนินอุตสาหกรรมสีเขียว โดยกำหนดเกณฑ์การใช้ประโยชน์พื้นที่ว่าจะต้องมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 30% หรือยานพาหนะจะต้องใช้พลังงานสะอาด เช่น EV หรือ ไฮโดรเจน เป็นต้น โดยโครงการจะเริ่มเปิดประมูลในปีนี้ เป็นแพ็คเกจใหญ่ให้ผู้ประกอบการเข้ามานำเสนอแนวทางการพัฒนา ภายใต้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP)

ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น น้ำท่วม หรือภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยตรง ตัวอย่างเช่นผลกระทบจากความร้อนที่ทำให้เกิดโรคลมแดด (Heat Stroke) ขณะเดียวกันผลกระทบเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งผลต่อทุกคนเท่ากัน เช่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือประชาชนบางพื้นที่อาศัยอยู่ในจุดที่เป็นโดมความร้อน เป็นต้น ดังนั้นการมองผลกระทบจึงต้องคำนึงถึงกลุ่มเปราะบางที่จะมีความเสี่ยงกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วย

ดร.จิตติมา กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทย มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้น 3.5 – 4.5 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษ และจะส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วสูงขึ้น ซึ่งผลจากความไม่แน่นอนเหล่านี้ก็จะกระทบอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เช่น ภัยแล้ง ไม่ใช่แค่ฝนน้อย แต่จะกระทบต่อการเกษตร อาหาร รายได้ ไปจนถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ประชาชน ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงเป็นการรู้เท่าทัน ติดตาม วางแผนรับมือและปรับตัว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนและสังคม

ดร.จิตติมา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเรามีแผนแม่บทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย พ.ศ. 2558-2593 ที่ได้วาง 3 แนวทางหลักคือ การปรับตัว การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างความพร้อม โดยในส่วนของภาคสาธารณสุขเองได้มีการออก แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564-2573) หรือ (Health National Adaptation Plan: HNAP) ที่มุ่งสร้างความยืดหยุ่นของระบบสุขภาพให้พร้อมรับมือกับ Climate Change โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การสร้างความรอบรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง ให้สามารถระบุได้ว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยงและอยู่ที่ไหน เพื่อวางแผนป้องกันก่อนเกิดเหตุ นำไปสู่การพัฒนาให้เมืองพร้อมรับมือและปรับตัวจากความเปลี่ยนแปลง (Resilient City)

ขณะที่ ดร.ณัฐพงศ์ แหละหมัน รองผู้อำนวยการกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในส่วนของกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data) ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพใน 3 จังหวัดพื้นที่ EEC เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนและหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่าแต่ละจังหวัดมีปัญหาเฉพาะพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างชัดเจน

สำหรับ จ.ฉะเชิงเทรา พบปัญหาหลักจากการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม และสารพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งธรรมชาติ, จ.ชลบุรี พบปัญหามลพิษฝุ่นละอองและฝุ่นหิน รวมทั้งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในชุมชนรอบบริเวณตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจที่สูง, จ.ระยอง พบปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) เช่น เบนซีน ที่ตรวจพบค่าเกินเกณฑ์เฝ้าระวังในหลายจุด และมีสถิติอุบัติภัยจากการรั่วไหลของสารเคมีเกิดขึ้นบ่อยที่สุด

ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอสำหรับกรอบการดำเนินงานเพื่อสุขภาพในพื้นที่ EEC คือการบูรณาการมิติสุขภาพในทุกกิจกรรมและการพัฒนา หรือ Health in All Policies (HiAP) เพื่อมุ่งพิทักษ์สุขภาพประชาชน พร้อมกับพัฒนาระบบสุขภาพของพื้นที่ EEC ให้ครอบคลุม 3 ด้าน คือ 1. รองรับปัญหาสุขภาพจากการไหลเข้าของแรงงาน 2. ลดปัญหาสุขภาพเดิม ที่มีอยู่ก่อนการพัฒนา EEC 3. เตรียมพร้อมรับความเสี่ยงสุขภาพใหม่ ที่อาจเกิดขึ้น

ด้าน ดร.พัชรียา รุ่งกิจวัฒนานุกูล รองผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน กล่าวว่า ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเข้าใกล้จุดวิกฤตและทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง โดยประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ ดังตัวอย่างที่เราได้เห็นจากสถานการณ์น้ำท่วมดินโคลนถล่มใน จ.น่าน อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติตกกระจุกตัวในพื้นที่เดียว คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดกับ อ.หาดใหญ่ ซึ่งฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล คิดมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดล้วนชี้ให้เห็นว่าเราไม่สามารถใช้ข้อมูลสถิติในอดีตมาคาดการณ์อนาคตได้อีกต่อไป

ดร.พัชรียา กล่าวว่า แนวทางข้อเสนอ 5 ข้อ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนในการปรับตัว คือ 1. จัดทำแผนปรับตัว (Adaptation Plan) ในระดับท้องถิ่นเพื่อความอยู่รอด 2. มีแหล่งงบประมาณที่สามารถเข้าถึงได้เพื่อสนับสนุนการปรับตัว 3. พัฒนาระบบเตือนภัยที่ชุมชนเชื่อมั่นและใช้งานได้จริง 4. บูรณาการแผนปรับตัวเข้ากับแผนพัฒนาท้องถิ่นในทุกมิติ 5. สร้างการมีส่วนร่วม ดึงให้ชุมชนเข้ามาร่วมวางแผนและเป็นเจ้าของแผนงาน

“การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือความอยู่รอดของชุมชน” ดร.พัชรียา กล่าว